krupunya Article


การเป่าขลุ่ยเพียงออ
ประวัติของขลุ่ยเพียงออ
             ขลุ่ยเป็นเครื่องดนตรีดั้งเดิมของไทยชนิดหนึ่งแต่จะเป็นเครื่องดนตรีที่คนไทยคิดประดิษฐ์ขึ้นใช้เองหรือได้รับอิทธิพลจากชาติอื่นไม่มี หลักฐานปรากฏแน่ชัด เพราะชาติอื่นก็มีเครื่องเป่าซึ่งมีลักษณะคล้ายกับขลุ่ยของคนไทยเหมือนกัน เช่น ขลุ่ยของญี่ปุ่นเรียก ซากุฮาชิซึ่งใช้เป่า เหมือน กับ ขลุ่ยไทย ขลุ่ยของอินเดียเรียก มุราลี ส่วนของจีนก็มีก็มีขลุ่ยเช่นเดียวกัน แต่ใช้เป่าด้านข้างเรียกว่า ฮวยเต็ก ถ้าเป็นแบบที่ใช้เป่า ตรงแบบขลุ่ยไทยจะเรียกว่า โถ่งเซียแต่จะต่างกันตรงที่ขลุ่ยของจีนไม่มีดากการเป่าต้องใช้การผิวลมจึงจะเกิดเสียง ขลุ่ยเป็นเครื่องดนตรี ที่ใช้เป่าให้เกิดเสียง จะเป็นเครื่องดนตรีที่คน ไทยคิดทำขึ้นเอง หรือได้รับอิทธิพลจากชาติอื่น ไม่มีหลักฐาน ปรากฎแน่ชัด ชาติอื่น ๆ ก็มีเครื่อง ลักษณะเหมือนขลุ่ยของไทยเหมือนกัน เช่นของอินเดีย มุราลี ใช้เป่าด้านข้าง ของญี่ปุ่น ซากุฮาชิ ซึ่งเป่า ตรงเหมือนเป่าขลุ่ย นอกจากนี้ จีนก็มีขลุ่ยเช่นเดียวกัน คือ ฮวยเต็ก ซึ่งเป่าด้านข้างและ โถ่งเซียว ซึ่งเป่าตรงเหมือนขลุ่ยไทย มีรูนิ้วค้ำ และสามารถทำ ได้เจ็ดเสียงเหมือนกัน โถ่งเซียวมีลักษณะ เรียบง่ายกว่าขลุ่ยไทย คือไม่มีดากการเป่าจะต้องผิวจึงจะเกิดเสียงดัง ระยะห่างของแต่ละเสียงก็เท่ากับขลุ่ยไทย เสียงของขลุ่ยเกิดจากลมที่เป่าผ่านดากและปากนกแก้ว ไม่ใช้ผิดเหมือนขลุ่ยของชาติอื่น การทำให้เสียงเปลี่ยนทำโดย ปิด-เปิด รูต่าง ๆ ที่อยู่บนเลาขลุ่ย และใช้ลมบังคับประกอบกันไป ขลุ่ยโดยทั่วไป ทำจากไม้ไผ่ ซึ่งเป็นไม้ไผ่เฉพาะพันธุ์เท่านั้น ปัจจุบันนี้ไม้ไผ่ที่ทำขลุ่ยส่วนใหญ่มาจากสระบุรี และนครราชสีมา นอกจากไม้ไผ่แล้วขลุ่ยอาจทำจากงาช้าง ไม้ชิงชัน หรือไม้เนื้อแข็งอื่น ๆ และปัจจุบันมีผู้นำพลาสติก มาทำขลุ่ยกันบ้างเหมือนกัน ในเรื่อง คุณภาพนั้น ขลุ่ยที่ทำจากไม้ไผ่จะดีกว่าขลุ่ยที่ทำจากวัตถุอื่นเนื่องจากไม้ไผ่เป็นรูกระบอกโดยธรรมชาติมีผิวทั้งด้านนอก ด้านในทำให้ ลมเดินสะดวก เมื่อถูกน้ำสามารถขยายตัวได้ สัมพันธ์กับดากทำให้ไม่แตกง่าย นอกจากนี้ผิวนอกของไม้ไผ่สามารถตกแต่งลาย ให้สวยงามได้ เช่น ทำเป็นลายผ้าปูม ลายดอก ลายหิน ลายเกร็ดเต่า เป็นต้น อีกประการหนึ่งที่สำคัญคือ ไม้ไผ่มีข้อ โดยธรรมชาติ ซึ่งโดยทั่ว ๆ ไป จะเห็น ว่าส่วนปลายของขลุ่ยด้านที่ไม่ใช้เป่านั้นมีข้อติดอยู่ด้วยแต่เจาะเป็นรูสำหรับปรับเสียงของนิ้วสุดท้ายให้ ได้ระดับ ส่วนของข้อที่เหลือ จะทำหน้าที่ อุ้มลมและเสียง ให้เสียงขลุ่ยมีความกังวานไพเราะมากขึ้น ซึ่งถ้าเป็นขลุ่ยที่ทำจากวัสดุอื่นโดยการกลึง ผู้ทำอาจไม่คำนึงถึงข้อนี้อาจทำให้ขลุ่ย ด้อยคุณภาพไปได้ อีกประการหนึ่งส่วนของข้อนี้จะช่วยป้องกันมิให้ขลุ่ยแตกเมื่อสภาพของไม้หรือ อากาศมีการเปลี่ยนแปลง ปัจจุบันขลุ่ยเป็นเครื่องดนตรีที่มีบทบาทสำคัญ วงดนตรีหลายประเภทจึงขาดขลุ่ยไม่ได้เลยทีเดียว เช่น วงมโหรี วงเครื่องสาย ชนิดต่างๆ วงปี่พาทย์ไม้นวม วงปี่พาทดึกดำบรรพ์ เป็นต้น เอกลักษณ์ที่สำคัญของขลุ่ยไทย คือการทำลายบนเลาขลุ่ย ให้เป็น ลวดลายต่างๆ ซึ่งการทำลายนั้นอาจมาจากใช้ความร้อนจากตะกั่วที่หลอมละลาย หรือการลนไฟ เป็นต้น เพื่อให้ขลุ่ยมีความสวยงาม มากยิ่งขึ้น เช่น ลายน้ำไหลลายหกขะเมน ลายหิน ลายผ้าปูม ลายดอกจิก เป็นต้น แต่ถ้าผิวของไม้ไผ่ที่นำมาทำขลุ่ยสวยอยู่แล้วอาจ ไม่ต้อง ทำลวดลายก็ได้

ลักษณะของขลุ่ยเพียงออ ลักษณะขลุ่ยโดยทั่วไป 
ส่วนประกอบของขลุ่ย  

type_clip_image002.jpg



เลาขลุ่ย คือ ตัวขลุ่ย มีขนาดแตกต่างกันไปตามชนิดของขลุ่ย มักนิยมประดิษฐ์ลวดลายต่าง ๆ ลงบนตัวขลุ่ย เช่น ลายดอกพิกุล ลายหิน และลายลูกระนาด เป็นต้น ถ้าเป็นขลุ่ยไม้ไผ่ นิยมจะทำลวดลายลงบนเลาขลุ่ย แต่ถ้าเป็นไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้ชิงชัน ไม้พยุง ไม้งิ้วดำ ฯลฯ จะไม่นิยมทำลายลงบนเลาขลุ่ย แต่อาจจะมีการลงรัก ประกอบมุก ประกอบงา แทน - ดาก คือ ไม้อุดปากขลุ่ย นิยมใช้ในไม้สักทอง เหลากลมให้คับแน่นกับร่องภายในของปากขลุ่ย ฝานให้เป็นช่องว่าง ลาดเอียงตลอดชิ้นดาก ให้เป่าลมผ่านไปได้ - รูเป่า เป็นรูสำหรับเป่าลมเข้าไป - รูปากนกแก้ว เป็นรูที่เจาะร่องรับลม จากปลายดากภายในขลุ่ย อยู่ด้านเดียวกับรูเป่า อยู่สุดปลายดากพอดี เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า รูปากนกแก้วนี้ทำให้เกิดเสียง เทียบได้กับลิ้นของขลุ่ย - รูเยื่อ เป็นรูสำหรับปิดวัสดุที่ทำให้เสียงสั่นพริ้ว มักใช้เยื่อไม้ไผ่ หรือเยื่อหัวหอมปิด อยู่ด้านขวามือ * ในปัจจุบัน หาขลุ่ยที่มีรูเยื่อไม่ค่อยได้แล้ว - รูค้ำ หรือรูนิ้วค้ำ เป็นรูสำหรับให้นิ้วหัวแม่มือปิด เพื่อบังคับเสียง และประคองเลาขลุ่ยขณะเป่า อยู่ด้านล่างเลาขลุ่ย ต่อจากรูปากนกแก้วไปทางปลายเลาขลุ่ย - รูบังคับเสียง เป็นรูที่เจาะเรียงอยู่ด้านบนของเลาขลุ่ย มีอยู่ ๗ รู ด้วยกัน - รูร้อยเชือก มี ๔ รู หรือ ๒ รูก็ได้ อยู่ทางส่วนปลายของเลาขลุ่ย โดยการเจาะทะลุบน-ล่าง และ ซ้าย-ขวา ให้เยื้องกันในแต่ละคู่ ช่างบางคนได้กล่าวไว้ว่า ความจริงจุดประสงค์หลักไม่ได้ไว้ร้อยเชือก ที่จริง ทำเพื่อให้เสียงของขลุ่ยได้ที่นั่นเอง ลักษณะของขลุ่ยที่ดี ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าขลุ่ยที่ดี ควรทำมาจากไม้ไผ่ นอกจากนี้ควรพิจารณาสิ่งอื่น ๆ ประกอบกันด้วย เสียงขลุ่ยที่จะใช้ ได้ต้องเสียงไม่เพี้ยนตั้งแต่เสียงต่ำสุด ไปจนถึงสูงสุด คือทุกเสียงจะต้องห่างกัน 1 เสียง ตามระบบเสียงของไทยเสียงคู่แปดจะต้องเท่ากัน เสียงเลียนหรือนิ้วควงจะต้องตรงกัน เสียงแท้ เสียงต้องโปร่งใส มีแก้วเสียง ไม่แหบพร่าหรือแตก ถ้าเล่นในวงดนตรีที่มีเครื่องดนตรีที่เสียงตายตัว เช่น ระนาดหรือฆ้องจะต้องเลือกขลุ่ยที่มีระดับเสียงเข้ากับ เครื่องดนตรีเหล่านั้น ลม ขลุ่ยที่ดีจะต้องกินลมน้อย ไม่หนักแรงเวลาเป่า ซึ่งจะทำให้สามารถระบายลมได้ง่าย ลักษณะของไม้ที่นำมาทำ จะต้องเป็นไม้ที่แก่จัดหรือแห้งสนิท โดยสังเกตจากเสี้ยนของไม้ ควรเป็นเสี้ยนละเอียดที่มีสีน้ำตาล แก่ค่อนข้างดำตาไม้เล็กๆ เนื้อไม่หนาหรือบางเกินไปคือต้องเหมาะสมกับประเภทของขลุ่ยว่าขลุ่ยอะไรในกรณีที่ไม้ไผ่แก่จัดหรือไม่แห้งสนิทเมื่อทำแล้วในระยะหลังจะแตกร้าวได้ง่าย เสียงจะเปลี่ยนไป และมอดจะกัดกินเสียหาย ดาก ควรทำจากไม้สักทอง ไม่มีขุยหรือขนแมวขวางทางลม การใส่ดากจะต้องไม่ชิดหรือห่างไม้ไผ่ ซึ่งเป็น ตัวเลาขลุ่ยจนเกินไป เพราะถ้าใส่ชิดจะทำให้เสียงทึบ ตี้อ ถ้าใส่ห่างจะทำให้เสียง โว่ง กินลมมาก นอกจากนี้การหยอดขี้ผึ้งที่ดากต้องทำอย่างประณีต ละลายขี้ผึ้งให้ไหลเข้าไป อุดช่องว่างที่ไม่ต้องการรอบ ๆ ดาก ให้เต็มเพื่อไม่ให้ลมรั่วออกรูต่าง ๆ บนเลาขลุ่ย จะต้องเจาะอย่างประณีต ขนาดความกว้าง ของรูต้องเหมาะกับขนาดของไม้ไม่กว้างเกินไป ขลุ่ยในสมัยโบราณ รูต่าง ๆ ที่นิ้วปิดจะต้องคว้านด้านในให้เว้า คือ ผิวด้านในรูจะกว้างกว่าผิวด้านนอก ซึ่งจะทำให้เสียงของขลุ่ย กังวานดียิ่งขั้น แต่ในปัจจุบันไม่ได้คว้านภายในรูเหมือนแต่ก่อนแล้วซึ่งอาจจะเนื่อง มาจากความเอาใจใส่ของคนที่ทำขลุ่ยน้อยลง ทำให้เห็นแต่เพียงว่าภายนอกเหมือนขลุ่ยเท่านั้นลักษณะประกอบอื่น ๆ เช่นสีของไม้สวย ไม่มีตำหนิ ขีดข่วน ไม่คดงอ เทลายได้สวยละเอียด แต่สิ่งเหล่านี้ไม่มีผล กระทบต่อเสียงของขลุ่ยแต่อย่างใด เพียงพิจารณาเป็นส่วนประกอบเพื่อเลือกให้ได้ขลุ่ยที่ถูกใจเท่านั้น ดังที่กล่าวมาแล้วว่าขลุ่ยที่ดีควรทำมาจากไม้ไผ่ นอกจากนี้ก็ควรพิจารณาสิ่งอื่นๆประกอบไปด้วย
1.เสียง ขลุ่ยที่ใช้ได้ดีเสียงต้องไม่เพี้ยนตั้งแต่เสียงต่ำสุดไปจนถึงเสียงสูงสุด คือทุกเสียงต้องห่างกันหนึ่งเสียงตามระบบของเสียงไทย เสียงคู่แปดจะต้องเท่ากันหรือเสียงเลียนเสียงจะต้องเท่ากัน หรือนิ้วควงจะต้องตรงกัน เสียงแท้เสียงต้องโปร่งใสมีแก้วเสียงไม่แหนพร่าหรือแตก ถ้านำไปเล่นกับเครื่องดนตรีที่มีเสียงตายตัว เช่น ระนาดหรือฆ้องวงจะต้องเลือกขลุ่ยที่มีระดับเสียงเข้ากับเครื่องดนตรีเหล่านั้น
2.ลม ขลุ่ยที่ดีต้องกินลมน้อยไม่หนักแรงเวลาเป่าซึ่งสามารถระบายลมได้ง่าย
3.ลักษณะของไม้ที่นำมาทำ จะต้องเป็นไม้ที่แก่จัดหรือแห้งสนิท โดยสังเกตจากเสี้ยนของไม้ควรเป็นเสี้ยนละเอียดที่มีสีน้ำตาลแก่ค่อนข้างดำ ตาไม้เล็กๆเนื้อไม่หนาหรือบางจนเกินไป คือต้องเหมาะสมกับประเภทของขลุ่ยว่าเป็นขลุ่ยอะไร ในกรณีที่เป็นไม้ไผ่ถ้าไม้ไม่แก่จัดหรือไม่แห้งสนิท เมื่อนำมาทำเป็นขลุ่ยแล้วต่อไปอาจแตกร้าวได้ง่าย เสียงจะเปลี่ยนไป และมอดจะกินได้ง่าย
4.ดาก ควรทำจากไม้สักทอง เพราะไม่มีขุยหรือขนแมวขวางทางลม การใส่ดากต้องไม่ชิดหรือห่างขอบไม้ไผ่จนเกินไปเพราะถ้าชิดจะทำให้เสียงทึบ ตื้อ ถ้าใส่ห่างจะทำให้เสียงโว่งกินลมมาก
5.รูต่างๆบนเลาขลุ่ย จะต้องเจาะอย่างประณีตขนาดความกว้างของรูต้องเหมาะกับขนาดของไม้ไผ่ไม่กว้างเกินไป ขลุ่ยในสมัยก่อนรูต่างๆ ที่นิ้วปิดจะต้องกว้านด้านในให้เว้า คือผิวด้านในรูจะกว้างกว่าผิวด้านนอก แต่ปัจจุบันไม่ได้กว้านภายในรูเหมือนแต่ก่อนแล้ว ซึ่งอาจจะเนื่องมาจากคนทำขลุ่ย ต้องผลิตขลุ่ยคราวละมากๆ ทำให้ละเลยในส่วนนี้ไป
6.ควรเลือกขลุ่ยที่มีขนาดพอเหมาะกับนิ้วของผู้เป่า กล่าวคือ ถ้าผู้เป่ามีนิ้วมือเล็กหรือบอบบางก็ควรเลือกใช้ขลุ่ยเลาเล็ก ถ้าผู้เป่ามีมืออวบอ้วน ก็ควรเลือกใช้ขลุ่ยขนาดใหญ่พอเหมาะ
7.ลักษณะประกอบอื่นๆ เช่น สีผิวของไม้สวยงาม ไม่มีตำหนิ ขีดข่วน เทลายได้สวยละเอียด แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้มีผลกระทบกับเสียงขลุ่ยแต่อย่างใด เพียงพิจารณาเพื่อเลือกให้ได้ขลุ่ยที่ถูกใจเท่านั้น การรักษาขลุ่ย ขลุ่ยถ้าทิ้งไว้นาน ๆ จะแห้ง ดากจะหดตัวลง ทำให้เป่าเสียงไม่ใส การที่จะให้ขลุ่ยเสียงดีพระยาภูมีเสวินได้ให้คำแนะนำว่าให้นำขลุ่ยแช่น้ำผึ้งให้ ท่วมปากนกแก้ว น้ำผึ้งจะช่วยให้ขลุ่ยชุ่มอยู่เสมอและขยายตัว ไม่มีช่องที่ลมจะรั่วได้ หรืออีกวิธีหนึ่งทำโดย นำขลุ่ยไปแช่ในน้ำตาลสดหรือน้ำตาลเมาหลาย ๆ วัน จะทำให้เนื้อได้อยู่ตัว มอดไม่รบกวน นอกจากนี้ควรระวังด้านอื่น ๆ คืออย่าให้ถูกความร้อนนาน ๆ ไม่ควรเอาไม้หรือวัสดุอื่นแหย่เข้าไปใน ปากนกแก้ว เพราะอาจทำให้แง่ของดากภายในบิ่น เสียงจะเสียไปได้ขลุ่ยเป็นเครื่องดนตรีที่ต้องใช้ปากเป่าโดยตรง ฉะนั้นการรักษาความสะอาดจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ โดยมีวิธีการบำรุงรักษาดังนี้
1.ก่อนหรือหลังเป่าขลุ่ยควรทำความสะอาดโดยการขัดเช็ดทุกครั้ง แต่ห้ามนำไปล้างในอ่างน้ำ หรือตากแสงแดดโดยตรง เพราะจะทำให้เกิดการยืดหรืดหดตัวได้ อันเป็นสาเหตุทำให้เสียงขลุ่ยเปลี่ยนไป ควรใช้แอลกอฮอล์เช็ดเพื่อฆ่าเชื้อบริเวณที่เป่าด้วย
2.อย่าใช้ขลุ่ยร่วมกับผู้อื่น เพราะอาจเป็นแหล่งแพร่เชื้อได้
3.อย่าให้ตกหล่น เพราะขลุ่ยนี้ทำด้วยไม้หรือพลาสติกอาจแตกหักได้
4.ถ้าไม่มีความรู้จริงๆ อย่าไปตกแต่งรูขลุ่ยเพราะจะทำให้เสียงเพี้ยนได้
5.หลังการใช้ควรเก็บใส่ถุงให้เรียบร้อยเพื่อป้องกันแมลงหรือสัตว์เล็กๆเข้าไปอาศัย
การอ่านโน้ตไทย การเรียนดนตรีไทยในอดีตที่ผ่านมา เป็นการเรียนโดยอาศัยการจาเป็นหลัก ลักษณะการถ่ายทอดความรู้กระทาโดยครูปฏิบัติเครื่องดนตรีโดยตรงแล้วให้ผู้เรียน ปฎิบัติตาม ซึ่งเรียกว่า “การต่อมือ” หรือกระทาโดยวิธีการ “นอยเพลง” การนอยเพลงเป็นสัญญาณที่ใช้แทนท่วงทานองเพลงในสมัยโบราณ “... การนอยเพลงกระทาโดยการผสมกันระหว่างเสียงสระและพยัญชนะ ซึ่งสามารถเลียนเสียงร้อง และเครื่องดนตรีต่างๆ ได้ครอบคลุมทั่วทุกเสียง ...” (เฉลิมศักดิ์ พิกุลศรี. 2538:1) ในปัจจุบันลักษณะการถ่ายทอดความรู้ได้เปลี่ยนไป ได้มีผู้คิดค้นระบบโน้ตดนตรีไทยขึ้นเพื่อช่วยให้การถ่ายทอดความรู้ สะดวกและง่ายขึ้น ลักษณะสำคัญของโน้ตดนตรีไทย การใช้สัญลักษณ์เพื่อบันทึกเสียงดนตรีไม่ว่าจะเป็นดนตรีชนชาติไหนก็ตามจะมีส่วนประกอบมี่สำคัญ ๓ ส่วนคือ สัญลักษณ์แทนระดับเสียง
1.ระดับความสูง- ต่ำ ของเสียง นับเป็นองค์ประกอบพื้นฐานสำคัญในการสร้างสรรค์ทำนองบทเพลงของดนตรีตะวันตก สัญลักษณ์ที่ใช้แทนระดับเสียงอาศัยระดับความสูง – ต่ำของเส้น และช่องในบรรทัด ๕ เส้นเป็นตัวกำหนด สำหรับระบบโน้ตของดนตรีไทย สัญลักษณ์ที่ใช้แทนระดับความสูงต่ำของเสียง ถูกกำหนดโดยตัวอักษร พยัญชนะไทย ๗ ตัว ตัวโน้ตทั้ง ๗ ตัวนี้ ย่อมาจากเสียงโน้ตของดนตรีตะวันตกดังนี้ โด ด เร ร มี ม ฟา ฟ ซอล ช ลา ล ที ท
2.สัญลักษณ์แทนอัตราความสั้น ความยาวความสั้น ความยาวของเสียงเป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่มีความสำคัญยิ่งต่อการกำหนดลีลาจังหวะ ในดนตรีตะวันตก สัญลักษณ์ที่ใช้แทนความสั้นยาวสังเกตได้จากลักษณะที่แตกต่างกันของค่าตัวโน้ต เช่น ตัวกลมตัวขาว ตัวดำ เป็นต้น ลักษณะความสั้น ความยาวของดนตรีไทย ความสั้น ยาวของเสียงของระบบเสียงในดนตรีไทย มีลักษณะที่ตรงกันข้ามกับดนตรีตะวันตก กล่าวคืออัตราความสั้น ยาว ของเสียงในระบบโน้ตตะวันตก ต้องขึ้นอยุ่กับตัวโน้ตตัวนั้นๆเป็นสำคัญ แต่ในขณะที่ระบบโน้ตของดนตรีไทย ไม่อาจจะแทนค่าความสั้น ยาวได้โดยตัวเอง อัตราความสั้นยาวของระบบเสียงตามระบบโน้ตดนตรีไทยจะเกิดขึ้นนั้นต้องประกอบส่วนที่สำคัญคือ ห้องเพลงและการเรียงตัวของตัวโน้ต
๒.๑ ห้องเพลง ห้องเพลงในระบบโน้ตของดนตรีไทยทำหน้าที่เช่นเดียวกันกับจังหวะเคาะ (Beat) ในดนตรีตะวันตก กล่าวคือ การเคลื่อนที่ไปข้างหน้าในอัตราจังหวะช้า เร็ว คล้ายับอัตราจังวารเต้นของหัวใจที่มีความสม่ำเสมอเท่าเทียมกัน โดยตำแหน่งตำแหน่งของจังหวะเคาะจะอยู่ในส่วนสุดท้าย ตามลักษณะดังนี้ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๒.๒ การจัดเรียงตัวโน้ต เนื่องจากสัญลักษณ์ของระบบตัวโน้ตของดนตรีไทย ด ร ม ฟ … ไม่สามารถแยกอัตราความสั้นยาวของเสียงที่มีความแตกต่างกันได้ ดังนั้นต้องอาศัยการจัดเรียงตัวโน้ตเพื่อสื่อถึงความสั้นยาว ของอัตราเสียงในดนตรีไทยได้ สิ่งที่จำเป็นในการจัดเรียงโน้ตเพื่อให้เป็นท่วงทำนองลีลาของจังหวะและทำนองดนตรีนอกเหมือนจากตัวโน้ต ด ร ม ฟ ซ… แล้ว จำเป็นต้องมีสัญลักษณ์เพิ่มค่าความยาวของเสียง โดยอาศัยเครื่องหมาย - ตามพื้นฐานของการจัดเรียงตัวโน้ต ในแต่ละห้องของจังหวะ จะบรรจุไปด้วยหน่วยขอเวลามีค่าเท่ากับ 4 หน่วยเคาะย่อย ดังนี้ ๑ ๒ ๓ ๔ แทนหน่วย เคาะ เคาะ เคาะ เคาะ เคาะ เคาะ เคาะ เคาะ เคาะ ๑ ๒ ๓ ๔ ๑ ๒ ๓ ๔ ๑ ๒ ๓ ๔ ๑ ๒ ๓ ๔ ๑ ๒ ๓ ๔ ๑ ๒ ๓ ๔ ๑ ๒ ๓ ๔ ๑ ๒ ๓ ๔ ในการบันทึกตามระบบโน้ตของไทย โน้ตอักษร ด ร ม ฟ … แต่ละตัวและเครื่องหมาย – โดยแต่ละอันมีค่าของความยาวเท่ากับ 1 หน่วย เคาะย่อย เท่ากันหมด ซึ่งอาจจะทำความเข้าใจได้ง่านขึ้นดังตัวอย่างต่อไปนี้ - - เท่ากับ - ด - ด เท่ากับ ด ร - - ด เท่ากับ - ด ร ด – ม เท่ากับ - ม ด ในการบันทึกบทเพลงไทย สัญลักษณ์และอักษรที่ใช้แทนเสียงของตัวโน้ต ด ร ม ฟ ซ….และสัญลักษณ์ยืดเสียง จะมีการสลับเลี่ยนตำแหน่งตลอดทั้งเพลงของผู้ประพันธ์เพลงที่กำหนดขึ้นมาไว้ ในบทเพลงเพลงหนึ่งจึงประกอบไปด้วยกลุ่มตัวโน้ตที่คลุกเคล้าผสมผสานกันไป จึ้งเกิดเป็นทำนองดนตรีที่มีจังหวะ มีความหลากหลายของอารมณ์แต่ละบทเพลง ดังตัวอย่าง เพลง ต้อยตลิ่ง สองชั้น - ช ช ช - ล – ช - ม – ร - ด – ล - ล ด ล ช ม ช ล - ด – ร ด ม ร ร - ร – ร ช ล ด ร ม ร ช ด - ร – ม -ร ร ร - ด – ร ม ร ช ม - ร - ด ๒. สัญลักษณ์พิเศษของตัวโน้ต การนเอาระบบโน้ตมาใช้ในการดนตรีไทยเริ่มจะได้รับการเป็นที่ยอมรับอย่างแท้จริงในช่วงเวลาที่ผ่านมาไม่กี่ปีประกอบกันกับธรรมชาติขิงดนตรีไทยโดยทั่วไปแล้วเป็นดนตรีที่ยึดทำนองหลักเป็นแกนของทำนองเพลง นักดนตรีแต่ละคนมีอิสระในการแปรทำนองให้ออกไปตามลักษณะของเครื่องดนตรีที่ตนเองบรรเลง จึงเป็นที่รู้จักกันทั่วไปที่เรียกว่า “ทาง” นักดนตรีไทยสมัยก่อนจึงไม่มีเวลาไม่มีความสะดวกมาดูโน้ตมากนัก เหตุที่กล่าวมาข้างต้นจึงส่งผลกระทบให้การพัฒนาระบบโน้ตดนตรีไทยไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร สัญลักษณ์ที่ใช้ในการแทนเสียงที่นิยมใช้นักดนตรีไทยจึงปรากฏเฉพาะสัญลักษณ์แทนระดับเสียงและ สัญลักษณ์แทนความสั้นยาวของระดับเสียง กล่าวโดยสรุปได้ว่า สัญลักษณ์พิเศษที่ใช้นำมาใช้บันทึกเพื่อเดความถูกต้องของทำนองเพลงที่ปรากฏโดยทั่วไปได้แก่ สัญลักษณ์หยุดและสัญลักษณ์สะบัดเสียง
๒.๑ สัญลักษณ์หยุดเสียง สัญลักษณ์หยุดเสียงมีความประสงค์ที่จะให้นั้นเงียบหายว่างเปล่า โดยการกำหนดเครื่อง X หรือเครื่องหมายผิด เป็นสัญลักษณ์เท่ากับหนึ่งหน่วยเคาะย่อย เครื่องหมายหยุดเสียงมีระเบียบการจัดวางช่นเดียวกับเครื่องหมายยืดเสียง คือ หากสัญลักษณ์ X ปรากกฏต่อจาก โน้ต ด ร ม ฟ เสียงเหล่านั้นจะไม่สามารถยืดเสียงได้
๒.๒ สัญลักษณ์ สะบัด สัญลักษณ์สะบัดเป็นสัญลักษณ์ที่มีวัตถุประสงค์ในการบรรเลงที่ต้องการให้โน้ตสามตัวเรียง ติดกันแล้วเล่นโดยเร็ว หรือเป็นการรวมเสียง ๓ เสียง ให้มีคาเท่ากับ ๒ จังหวะย่อย โดยใช้เครื่องมายขีด โค้ง เป็นสัญลักษณ์ไว้บนตัวโน้ต
๒ ๓.ห้องเพลงเพลงไทยแต่ละเพลงนั้นจะมีความยาวไม่เท่ากัน เช่นบางเพลงอาจจะมี 2 ท่อน หรือ ท่อนเดียวก็ได้ ไม่แน่นอน แต่ละท่อนของแต่ละเพลงก็มีความยาวไม่เท่ากัน ท่อนที่ 1 ของเพลงหนึ่งอาจจะมี 4 บรรทัด ของอีกเพลงหนึ่งอาจจะมี 8 บรรทัด ก็ได้ แต่ที่ครูดนตรีไทยกำหนดไว้ตายตัวนั่นก็คือใน 1 บรรทัดจะกำหนดให้มีเพียง 8 ห้องเพลงเท่านั้น ส่วนจำนวนบรรทัดอยู่ที่ความยาวของแต่ละเพลง


รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Size : 29.88 KBs
Upload : 2017-06-09 15:08:57

Size : 192.75 KBs
Upload : 2017-06-12 13:04:18

Size : 259.37 KBs
Upload : 2017-06-12 13:04:32
ติชม

กำลังแสดงหน้า 1/0
<<
1
>>

ต้องการให้คะแนนบทความนี้่ ?

0
คะแนนโหวด
สร้างโดย :


krupunya
รายละเอียด Share
สถานะ : ผู้ใช้ทั่วไป
ศิลปะ


NSSC-KM © 2017

Generated 0.062747 sec.