KruBenDit Article


พระอภัยมณี 'ขี้ขลาด'
วันศุกร์ ที่ 24 สิงหาคม 2550 Posted by ลูกเสือหมายเลข9 

       หากจะให้เลือก'สุดยอดวรรณกรรมของโลก' ผมจะเลือกพระอภัยมณี
       ผมหมายถึง'พระอภัยมณี'จาก บทประพันธ์ของ'สุนทรภู่'
       กวีต้นสมัยรัตนโกสินทร์ที่ถูกยูเนสโก้ยกย่องให้เป็นกวีเอกของโลกนั่นแหละครับ

       เสียดายนะครับ..ที่เด็กไทยรุ่นใหม่ไม่ได้อ่านสุดยอดวรรณคดีไทยเรื่องนี้

       ผมนึงถึงเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะตอนไปเมืองจีน ผ่านที่ไหนก็จะมี'ตำนาน'ที่เป็น'วรรณคดีจีน'ให้รู้จักตลอด
       ผ่านทะเลสาบซีหู ก็มีเรื่อง'นางพญางูขาว' แวะชมสุสาน'งักฮุย'ก็มีเรื่องสมัยราชวงศ์ซ่ง ไปถึงเมือง'ซูโจว' ก็มีตำนานกระบี่วิเศษ
       เลยนึกถึง 'พระอภัยมณี' ซึ่งเป็นวรรณคดีไทยที่มีต้นกำเนิดต่างจากวรรณคดีไทยเรื่องอื่นๆ
       เพราะก่อนหน้านี้ วรรณคดีไทยมักจะนำมาจากนิทานชาวบ้านหรือชาดก
       แต่'พระอภัยมณี' เป็นวรรณคดีที่เกิดขึ้นจากจินตนาการของสุนทรภู่อย่างแท้จริง

       สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์อธิบายเรื่องพระอภัยมณี ว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า รัชกาลที่ ๕ ทรงมีกระแสพระราชดำรัสว่า  
       '...เรื่องพระอภัยมณีนั้น สุนทรภู่ไม่ได้แต่งเรื่องเดาตามอำเภอใจ แต่มีเค้ามูลจากเรื่องอาหรับราตรีเรื่องหนึ่ง ที่กษัตริย์อิสลามยกทัพไปตีเมืองของนางพระยา ที่ถือศาสนาคริสตัง พบกันตัวต่อตัวในกลางศึก แล้วเลยรักใคร่กัน เช่นเดียวกับที่พระอภัยมณีพบนางละเวง ในสนามรบแล้วรักกัน เป็นต้น...'

       นอกจากนี้ ยังทรงสันนิษฐานต่อไปว่า ในขณะที่สุนทรภู่แต่งพระอภัยมณีนั้น เห็นจะพยายามสืบสวนนิทานต่างประเทศมาก
       และคงได้เค้าเรื่องอาหรับราตรีจากพวกแขกที่เข้ามาค้าขาย แล้วจำเอาเรื่องมาผูกขึ้นใหม่ตามความคิด

       สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงตรวจสอบเรื่องพระอภัยมณี แล้วทรงมีมติเห็นตามกระแสพระราชดำริในสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ว่าสุนทรภู่แต่งพระอภัยมณีด้วยความประณีตทั้งตัวเรื่องและถ้อยคำสำนวน 
       '..การที่สุนทรภู่ให้พระอภัยมณีเป่าปี่นั้นคงจะได้ความคิดจากพงศาวจีนเรื่อง ไซฮั่น โดยตัวสำคัญของเรื่อง คือเตียวเหลียงนั้นชำนาญวิชาเป่าปี่เป็นยิ่งนัก และพระเจ้าฌ้อปาอ๋องในเรื่องไซ่ฮั่น ก็ชำนาญกระบอง เช่นเดียวกับศรีสุวรรณ..'


'กาญจนาคพันธุ์'(ขุนวิจิตรมาตรา) ผู้ค้นคว้าเรื่องราวในพระอภัยมณีอย่างละเอียด เขียนเรื่อง'ภูมิศาสตร์สุนทรภู่'
       โดยได้อธิบายเกี่ยวกับภูมิฐานบ้านเมืองต่างๆให้เข้ากับความจริง เช่น ให้มีเมืองลังกาซึ่งเป็นเมืองที่มีจริง แล้วสมมุติเมืองอื่นๆ เข้ากันได้สนิทกับแผนที่มหาสมุทรอินเดีย ที่เกี่ยวโยงไปถึงเมืองลังกา 
       ตลอดจนกล่าวถึง ภูมิประเทศ ประชาชนพลเมือง การทำมาหากิน ประวัติศาสตร์และโบราณคดีของบ้านเมืองนั้นๆ

       กาญจนาคพันธุ์ กล่าวด้วยว่า เมื่อมองในแง่'คุณค่าทางประดิษฐการ' (invention) ของเรื่อง'พระอภัยมณี' ก็มีคุณค่าพิเศษกล่าวคือ 
ก. คุณค่าทางสติปัญญา ซึ่งพระอภัยมณี'ให้คุณค่ามากที่สุดในเรื่องต่างๆคือ

       ๑. จินตนาการของผู้แต่ง 
      เนื่องจากสุนทรภู่ มีจินตนาการกว้างไกลมาก แปลกใหม่ ไม่ซ้ำแบบใคร ไม่ว่าจะเป็น ความหัศจรรย์ของท้องทะเล พฤติการณ์ในสนามรบเมืองลังกา ลักษณะและนิสัยใจคอของชนชาติภาษาต่างๆ รวมทั้งจินตนาการล่วงหน้าทางวิทยาศาสตร์ เช่น
      บรรยาย'เรือโจรสุหรั่ง'ว่า 
                 มีกำปั่นนั้นยาวยี่สิบเส้น        กระทำเป็นตึกว้านสถานถิ่น 
          หมากมะพร้าวส้มสูกปลูกไว้กิน      ไม้รู้สิ้นเอมโอชโภชนา
          เลี้ยงทั้งแพะแกะไก่สุกรห่าน         ศชสารม้ามิ่งมหิงสา
          มีกำปั่นห้าร้อยลอยตามมา            เครื่องศัตราสำหรับคบครบทุกลำ

      ๒. ความรู้เรื่องคติธรรม 
       ในเรื่องพระอภัยณี มีคำสอนต่างๆ มีมากมายไว้ให้ผู้อ่าน เช่น 
                - บุราณว่าถ้าเหลือกำลังลาก       ให้ออกปากบอกแขกช่วยแบกหาม
                  (สามพราหมณ์พูดกับศรีสุวรรณ ตอนศรีสุวรรณหลงรักนางเกษรา) 
                - รู้อะไรไม่สู้รู้วิชา                    รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี
                  (โยคีสอนสุดสาครตอนช่วยขึ้นจากเหว) 
                - ด้วยวิสัยในประเทศทุกเขตแคว้น        ถึงโกรธแค้นความรักก็หักหาย 
                  อันความจริงหญิงก็ม้วยลงด้วยชาย      ชายก็ตายลงด้วยหญิงจริงดังนี้
 
                  (สามพราหมณ์พูดกับศรีสุวรรณตอนศึกลังกา)

       ๓. ความรักและความกตัญญู 
       สุนทรภู่ได้นำความรักประเภทต่างๆ มาแสดงให้เห็นในเรื่อง'พระอภัยมณี'อย่างเป็นจริงเป็นจัง
ไม่ว่าจะเป็น      - ความรักระหว่างบิดามารดากับบุตร เช่น พระอภัยมณีกับสินสมุทร 
                       - ความรักความเมตตาในเพื่อนมนุษย์ของพระโยคี 
                       - ความรักระหว่างเพื่อนเช่น สามพราหมณ์กับศรีสุวรรณ 
                       - ความรักระหว่างสามีภรรยาแบบต่างๆ เช่น รักเดียวใจเดียวของ นางผีเสื้อสมุทร หรือขี้หึงเหมือนสุวรรณมาลี เคารพเทิดทูนสามีเหมือนนางเกษรารัก และเสียสละ เช่น นางเงือก เป็นต้น

       ๔. ประเพณีสงคราม 
       ในววรรณคดีเรื่องนี้ มีการสงครามในรูปแบบต่างๆ เช่น การจารกรรม การใช้กลยุทธต่างๆ 
เช่น กรณีพระอภัยมณีปฏิบัติต่ออุศเรน และอุศเรนคาดโทษไว้ว่าถ้าจับพระอภัยมณีได้จะทำอย่างไร เป็นต้น

       ๕. สันติภาพ 
       พระอภัยมณีแต่งให้พระโยคีแห่งเกาะแก้วพิสดาร เป็นเสมือนเทพเจ้าผู้นำสันติภาพมาสู่คู่สงคราม 
       ให้การรบข้อธรรมะเหมือนกันหมด ไม่เลือกฝ่ายผิดฝ่ายถูก ใช้หลักธรรมเป็นพื้นฐานของสันติภาพ พยายามให้คู่กรณีเป็นมิตรที่ดีต่อกัน พระโยคีถือว่าการตัดกิเลสตัณหาทั้งหลายเท่านั้นที่จะนำสันติสุขมาสู่มนุษย์ทุกคนได้

       ๖. ความรู้เรื่องทะเล 
       น่าสนใจที่'พระอภัยมณี' เป็นวรรณคดีไทยเรื่องแรกที่ใช้ฉากในทะเลและชายฝั่งตลอดทั้งเรื่อง 
สุนทรภู่ได้บรรยายความรู้เรื่องทะเลไว้ดีมาก


ข. คุณค่าทางอารมณ์ 
       พระอภัยมณี เป็นวรรณคดีที่มีรสทางวรรณดคี อันเป็นพื้นฐานทางอารมณ์ของมนุษย์ อยู่พร้อมทั้ง ๙ รส แบบคติของสันสกฤต หรือรวมเป็น ๔ รส ตามคติของวรรณคดีไทย ในที่นี้จะยกตัวอย่างรสทั้ง ๔ ดังนี้
 
๑. เสาวรจนี บทชมความงาม เช่น ตอนชมโฉมศรีสุวรรณ เมื่อปลอมตัวเป็นพราหมณ์เข้าเมืองรมจักรว่า
 
                  ฝ่ายทั้งสี่พี่เลี้ยงเมียงชม้อย         เห็นพราหมณ์น้อยโสภาจะหาไหน 
          ดูผิวเหลืองเรืองรองทองอุไร                งามวิไลแลเล่ห์เทวดา 
          ขนงเนตรเกศกรรณและกรแก้ม             แลแฉล้มน่ารักเป็นนักหนา 
          พิศวงหลงลืมกระพริบตา                    เสน่หาปั่นปวนรัญจวนใจ
  

๒. นารีปาโมทย์ บทเกรี้ยวพาราสี เช่น ตอนศรีสุวรรณสลักใบตองอ่อนเป็นสารรักถึงนางเกษราว่า

                 ในสารศรีสุวรรณวงศ์พงศ์กษัตริย์   บูรีรัตนามหาสวรรย์  
          สวาทหวังพระธิดาวิลาวัณย์                 สู้ด้นดั้นดงแดนแสนกันดาร 
          พยายามข้ามมหามหรรณพ                 หวังประสบนงนุชสุดสงสาร  
          มาอาศัยในสวนอุทยาน                     บุญบันดาลดลจิตพระธิดา 
          เผอิญให้โฉมงามทรามสวาท               มาประพาสชมพรรณบุปผา 
          พี่ยลยอดเยาวเรศเกษรา                    ช่างโสภานิ่มน้องละอองนวล  
          ประไพพร้อมนิ่มน้อยกลอยสวาท           ดังนางในไกรลาสมาเล่นสวน 
          เสด็จกลับลับไปให้รัญจวน                  เฝ้าอักอ่วนอาวรณ์ร้อนฤทัย
  

๓. พิโรธวาทัง บทโกรธ หรือตัดพ้อต่อว่า เช่น ตอนพระโยคีโกรธที่นางผีเสื้อสมุทร กล่าวหาว่าไม่อยู่ในศีล ว่า
 
                พระโยคีชี้หน้าว่าอุเหม่                ยังโว้เว้วุ่นวายอีตายโหง  
          เพราะหวงผัวมัวเมาเฝ้าตะโกรง           ว่ากูโกงมึงก็ตกนรกเอง 
          อียักษาตาโตโมโหมาก                     รูปก็กากปากก็เปราะไม่เหมาะเหม็ง 
          นมสองข้างอย่างกระโปรงดูโตงเตง       ผัวของเองเขาระอาไม่น่าชม 
          จึงหนีมาอาศัยกูให้อยู่                       มิใช่กูรู้เห็นเท่าเส้นผม 
          มาตรีชาว่ากูผิดในกิจกรม                   จะให้สมน้ำหน้าสาแก่ใจ 
          แล้วเสกทรายปรายขว้างมากลางคลื่น    ดังลูกปืนยิงยักษ์ให้ตักษัย 
          ผีเสื้อกลัวตัวสั่นเพียงบรรลัย                ก็หลบไปตามวนชลธาร
  

๔. สัลลาปังคพิไสย คือบทคร่ำครวญ หรือโศกเศร้า เช่น ตอนสุดสาครรำพันถึงมารดา ตอนจากไปตามหาพ่อว่า
 
                จันทร์กระจ่างกลางโพยมดังโคมแก้ว   สว่างแถวท้องทะเลพระเวหา 
          สุดสาครนอนเอกเขนกมา                      ดูดาราเดือนสว่างน้ำค้างพรม 
          พอลมรื่นคลื่นสงัดกำดัดดึก                    หวนรำลึกถึงเจ้าตาที่อาศรม 
          เคยนั่งแท่นแผ่นผาที่ท่าลม                    ชวนหลานชมเดือนหงายสบายใจ  
          โอ้สงสารมารดานิจจาเอ๋ย                      เคยชมเชยลูกยาอัชฌาสัย  
          น้ำนมแม่แต่ละข้างช่างกระไร                  ลูกเคยรับประทานทั้งหวานมัน  
          โอ้จากมาน่าเสียดายเมื่อภายหลัง             จะย้อยพรั่งฟูมนองทั้งสองถัน  
          ลูกยิ่งอยากมากมายเสียดายครัน              สะอื้นอั้นอดนมตรมฤทัย
 
 

'อาจารย์เปลื้อง ณ นคร' ได้แบ่งตัวละครตามสถานที่ไว้เป็น ๓ ฝ่าย 
       พวกหนึ่งเรียกว่า ฝ่ายไทย มีเมืองรัตนา เมืองรมจักร เมืองผลึก เมืองการะเวก เมืองที่มีพฤติการณ์มากที่สุดคือเมืองผลึก 
       พวกหนึ่งเป็นฝ่ายเทศ ซึ่งสุนทรภู่ได้ออกชื่อไว้มากมาย ที่สำคัญ ที่สุดคือ เมืองลังกากับ
เมืองวาหุโลม
       พวกสุดท้ายเป็นฝ่ายทะเล ซึ่งมีเกาะแก้วพิสดาร เกาะนางผีเสื้อ เกาะกาวิน

       เมื่อแบ่งตามตัวละคร อาจารย์เปลื้องก็แบ่งเป็นฝ่ายต่างๆคือ
       ฝ่ายไทย มี พระอภัยมณี ศรีสุวรรณ นางสุวรรณมาลี สินสมุทร สุดสาคร เกษรา นางวาลีเป็นต้น
       ฝ่ายเทศ ก็มี อุศเรน ท้าวสิงหล นางละเวง สังฆราชบาทหลวง เป็นต้น 
       ส่วนฝ่ายทะเล ก็มีพระโยคีแห่งเกาะแก้วพิสดาร นางเงือก นางผีเสื้อสมุทร

       ขณะเดียวกัน จากการวิเคราะห์ของบรรดาท่านอาจารย์หลายคน สรุปตรงกันคือ'พระอภัยมณี' 
เป็นพระเอกวรรณคดีที่แตกต่างจากพระเอกคนอื่น

       นั่นคือเป็นพระเอกวรรณคดีที่'ขี้ขลาด'มากที่สุด ต่างจากพระเอกทุกเรื่องที่เก่งการรบ

อาจารย์หลายท่านยกคำพูดของ'ตัวละคร'ในเรื่องมายืนยัน

       เช่น ศรีสุวรรณ น้องชายที่ถูกขับออกจากเมืองพร้อมกัน ถึงกับต่อว่าพี่ชายตรงๆ ว่า
 
                 พระอนุชาว่าพี่นี้ขี้ขลาด      เป็นชายชาติช้างงาไม่กล้าหาญ 
          แม้นชีวันยังไม่บรรลัยลาญ          ก็เซซานซอกซอนสัญจรไป 
          เผื่อพบพานบ้านเมืองที่ไหนมั่ง     พอประทังกายาอยู่อาศัย 
          มีความรู้อยู่กับตัวกลัวอะไร          ชีวิตไม่ปลดปลงคงได้ดี
 

       'นางสุวรรณมาลี' ภรรยาของพระอภัยมณี ก็เคยเขียนเพลงยาวตัดรอนสามีว่า 
                 น้องตั้งสัตย์ตัดขาดแล้วชาตินี้     อันสามีขี้ขลาดไม่ปรารถนา 
          จะขออยู่ผู้เดียวด้วยลูกยา                 เป็นสัจจาใจจริงทุกสิ่งเอย
  

       นอกจากจะ'ขี้ขลาด'แล้ว 'พระอภัยมณี' ยังเป็นคนขาดความมั่นใจ ไม่กล้าตัดสินใจเอง เช่น 
จะตัดสินยกนางสุวรรณมาลีให้แก่อุศเรนหรือไม่ ก็ให้สินสมุทรทำหน้าที่ตัดสินใจด้านการศึก เมื่อลังกายกมาตีเมืองผลึก ก็ปล่อยให้นางวาลีเป็นผู้ตัดสิน

       มีบทสรุปว่าพระอภัยตัดสินใจ'เด็ดขาด'ตอนเดียว..คือตัดสินใจออกบวชในตอนจบเรื่อง
 
       พระอภัยมณี จึงเป็นวรรณคดีที่มี'คุณค่า'มากที่จะให้อ่านจริง ๆครับ

อ้างอิง-ตัดตอนจาก เอกสารการสอนชุดวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช






รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

Size : 138.69 KBs
Upload : 2015-07-20 20:25:38
ติชม

กำลังแสดงหน้า 1/0
<<
1
>>

ต้องการให้คะแนนบทความนี้่ ?

0
คะแนนโหวด
สร้างโดย :


KruBenDit
รายละเอียด Share
สถานะ : ผู้ใช้ทั่วไป
ภาษาไทย


NSSC-KM © 2017

Generated 0.069383 sec.