TeacherTony


Unit 2 Rags to Riches

Unit 2 Rags to Riches

Track 7 (p.10) 
Track 8 (p.14) 
Track 9 (p.15)
Track 10 (p.15)
Track 11 (pp.16-17)

         -     คำศัพท์และสำนวนภาษา

                บทเรียนย่อยที่ 1  (กิจกรรม Listen and Discuss)

                -     retail (n.) /ˈriːteɪl/:the sale of goods directly to the public for their own use(การขายปลีก)

                -     citizenship (n.) /ˈsɪtɪzənʃɪp/: the state of being a citizen (การเป็นพลเมืองของประเทศ)

                -     founder (n.) /ˈfaʊndər/: someone who establishes a business, organization, etc. (ผู้ก่อตั้ง)

                -     reputation (n.) /ˌrepjuˈteɪʃn/: the beliefs or opinions that are generally held about someone or something (ชื่อเสียง)

                -     author (n.)  /ˈɔːθər/: the writer of a book (ผู้ประพันธ์)

                -     welfare (n.) /ˈwelfer/: help with living conditions, social difficulties, etc. (สวัสดิการ)

                -     inspire (v.) /ɪnˈspaɪər/: to encourage by filling with confidence, enthusiasm(เป็นแรงบันดาลใจ)

                -     conceive (v.) /kənˈsiːv/:  to form (an idea, etc.) in the mind (คิด)

                -     infant (n.)  /ˈɪnfənt/: a baby or very young child  (ทารก)

                -     reflect (v.) /rɪˈflekt/: to express, give an idea of (สะท้อนความคิด)

                -     fairy tale (n.)  /ˈferi teɪl/: a fairy story (เทพนิยาย)

                -     impoverished (adj.) /ɪmˈpɑːvərɪʃt/: very poor (ยากจน)

                -     assemble (v.)  /əˈsembl/: to put together (ประกอบชิ้นส่วน)

                -     prosper (v.)  /ˈprɑːspər/:  to do well, to succeed (รุ่งเรือง ประสบความสำเร็จ)

                -     expand (v.) /ɪkˈspænd/: to make or grow larger (ขยาย)

                -     prominent (adj.) /ˈprɑːmɪnənt/:        famous (มีชื่อเสียง)

                -     philanthropist (n.) /fɪˈlænθrəpɪst/:  a person who gives money or other help, etc. to others (คนใจบุญ)

                -     charity (n.) /ˈtʃærəti/: an organization set up to collect money for the needy (การกุศล)

                -     poverty (n.)  /ˈpɑːvərti/: the condition of being poor (ความยากจน)

                -     excel (v.) /ɪkˈsel/: to do very well, to be better (เป็นเลิศ ดีกว่า)

               

บทเรียนย่อยที่ 2

                -

                บทเรียนย่อยที่ 3  (กิจกรรม Conversation, Listening)

                -     indulgent (adj.)  /ɪnˈdʌldʒənt/: showing that a person is likely to do something one likes  (ที่ทำในสิ่งที่ชอบ)

                -     convenience (n.) /kənˈviːniəns/: any means of giving ease or comfort (ความสะดวกสบาย)

                -     alternative (n.)  /ɔːlˈtɜːrnətɪv/:  a choice between two (or sometimes more) things or possibilities (ทางเลือก)

                -     interest (n.) /ˈɪntrest/: money paid in return for borrowing usually large sum of money (ดอกเบี้ย)

                -     barter (v.) /ˈbɑːrtər/:  to trade by giving (one thing) in exchange (แลกเปลี่ยน)

 

                บทเรียนย่อยที่ 4  (กิจกรรม Reading)

                -     humble (adj.) /ˈhʌmbl/: unimportant (ไม่สำคัญ)

               -     obscurity (n.) /əbˈskjʊrəti/: the state of being unknown (ความไม่เป็นที่รู้จัก)

                -     persist (v.) /pərˈsɪst/:  to continue to do something although this is difficult, or other people oppose it (ยืนกราน)

                -     phenomenon (n.) /fəˈnɑːmɪnən/: a very unusual person, thing, event  (ปรากฏการณ์พิเศษ)

                -     debut (n.) /deɪˈbjuː/:  a first public appearance on the stage (การปรากฏตัวต่อสาธารณชนครั้งแรก)

                -     simultaneously (adv.) /ˌsaɪmlˈteɪniəsli/: happening at the same time (ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน)          

                -     sentiment (n.) /ˈsentɪmənt/: an attitude towards something (ทัศนคติ)

                -     ambiguous (adj.) /æmˈbɪɡjuəs/: having more than one possible meaning  (กำกวม)

                -     lyrics (n.) /ˈlɪrɪk/:   the words of a song (เนื้อเพลง)

                -     materialistic (adj.) /məˌtɪriəˈlɪstɪk/: valuing money and objects that can be bought with money above all else  (ที่เกี่ยวกับวัตถุนิยม)

                -     myth (n.) /mɪθ/: an untrue story or popular idea (ตำนาน  เรื่องปรัมปรา)

                -     overwhelming (adj.) /ˌoʊvərˈwelmɪŋ/: very great (ยิ่งใหญ่)

         -     หน้าที่ภาษา

                -     Talking about fame and fortune

                -     Discussing options

         -     โครงสร้างประโยค/ไวยากรณ์

                -     Used to versus be used to

                -     Would for repeated action in the past versus used to

                -     Was/were going to (future in the past)

         -     ข้อมูลด้านวัฒนธรรม

                บทเรียนย่อยที่ 1  (กิจกรรม Listen and Discuss)

               -    อมานซิโอ ออร์เทกา (Amancio Ortega) วัย 73 ปี ผู้เป็นเจ้าของสินทรัพย์จำนวน 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศสเปน และรวยเป็นอันดับที่ 23 ของโลก เขาผู้นี้ ร่ำรวยมาจากการขายผ้าคือ ขายเสื้อผ้าสำเร็จรูป เป็นที่มาของกลุ่ม Inditex ที่มียอดขายต่อปีไม่ต่ำกว่า 5,500 ล้านยูโร ซึ่งออร์เทกาเป็นผู้ก่อตั้งและเป็นเจ้าของแบรนด์หลักของกลุ่มนี้คือ Zara แบรนด์ต่อมาคือ Massimo Dutti, Stradivarius, Pull&Bear, Bershka, Kiddy's, Oysho รวมกันมี 2,296 ร้าน ใน 56 ประเทศ

                                ออร์เทกาเกิดที่เมืองเลออน ต่อมาได้ย้ายไปอยู่ที่แคว้นกาลิเซียทางภาคเหนือ เริ่มเข้าทำงานที่ร้านขายเสื้อผ้าแห่งหนึ่ง เขาได้เรียนรู้ทุกอย่างในการทำธุรกิจเสื้อผ้าจากร้านแห่งนั้น และตัดสินใจเปิดร้าน Zara ร้านแรกของตัวเองขึ้นในปี ค.ศ. 1975 จนได้เติบโตมาเป็นกลุ่ม Inditex โดยใช้เวลาเพียง 30 ปี ก็ติดตลาดเป็นอันดับสามของโลก รองจาก GAP และ H&M

                                อุปนิสัยของออร์เทกานั้นเล่ากันว่า เขาเป็นคนง่าย ๆ ใช้ชีวิตเหมือนคนธรรมดา ถึงแม้จะร่ำรวย เป็นมหาเศรษฐีแต่เขายังดื่มกาแฟร้านเดิมกับเพื่อนฝูงกลุ่มเดิม แล้วก็ไปทำงานและไม่มี 'มาตรการพิเศษ' ที่จะป้องกันการรบกวนของสื่อ เพื่อจะได้ใช้ชีวิตแบบสบาย ๆ ตามสไตล์ของมหาเศรษฐี

                                Zara เป็นร้านขายเสื้อผ้าร้านเดียวในสเปนที่มีลูกค้ายืนรอเข้าแถวซื้ออยู่เป็นประจำ ถ้าถามว่าทำไม Zara จึงขายดีขนาดนี้ เริ่มจากภายนอกตั้งแต่ตู้โชว์สินค้าที่เป็นคอลเลกชั่นใหม่ ๆ เป็นสไตล์สีอ่อน โดยมีสีขาวเป็นหลัก เสริมด้วยสีโทนอ่อนเรียบ น้ำตาลอ่อน เทา เป็นต้น ให้ความรู้สึกว่า    'น่าเข้าไปดู' คือ ไม่หรูเกินไปและไม่ธรรมดาเกินไป เป็นความพอดีตั้งแต่ภายนอก ภายในก็จะแบ่งเป็นแผนกหญิงชายและเด็ก เน้นการตกแต่งที่เป็นสีขาวและสีสดใส เขียวอ่อน ส้ม หรือชมพู ในด้านการดีไซน์ผลิตภัณฑ์ก็เป็นแบบเรียบง่าย แต่แฝงความทันสมัยไว้ในบางจุด เน้นสีโทนอ่อนนุ่ม สำหรับสวมใส่ในชีวิตประจำวัน สำหรับไปทำงาน ไปเรียน หรือไปเที่ยว นี่ก็เป็นความพอดีอย่างที่สอง หากพลิกดูป้ายราคาก็ยิ่งน่าสนใจ ไม่ถูกและไม่แพงจนเกินไป ในระดับ 20-50 ยูโร จึงได้เป็นความพอดีอย่างที่สาม ดูเหมือนว่าบทสรุปของความนิยมของ Zara อยู่ที่ความพอดี เป็นเสื้อผ้าที่ 'มียี่ห้อ'  ที่ทุกคนมีสิทธิ์สวมใส่ ซึ่งถือว่าเป็นคอนเซ็ปต์ที่ตอบสนองสังคมบริโภคนิยมในยุคปัจจุบันได้          เป็นอย่างดี แต่ข้อมูลในเชิงการตลาดบอกว่าการที่ Zara เป็นที่นิยมขนาดนี้ เพราะว่าออร์เทกาผู้นี้สามารถเปลี่ยนตู้โชว์หน้าร้านให้มีคอลเลกชั่นใหม่พร้อมกันทั่วโลกในทุกสองสัปดาห์ ทำให้เป็นที่ติดตามของสาว ๆ และแม่บ้านทั้งหลาย

                                โลกตะวันออกยังเป็นดินแดนไกลโพ้นในความรู้สึกของชาวสเปนอยู่เสมอ แต่ Zara ก็ได้ไปถึงที่นั่นแล้ว โดยเริ่มต้นแล้วที่โตเกียว ฮ่องกง สิงคโปร์ กัวลาลัมเปอร์ การขยายตัวของ Zara ยังเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ไม่รีบร้อน แต่ไม่หยุดนิ่ง อย่างมืออาชีพ คาดว่าอีกไม่นาน ก็คงได้เห็นร้าน Zara ในกรุงเทพฯ และไม่ว่าร้าน Zara จะไปเปิดที่ไหน จะต้องใหญ่และอยู่ใจกลางเมืองในทำเลที่ดีที่สุด จนมีผู้กล่าวว่าถ้าไปเมืองไหนที่ไม่รู้จัก หากเจอร้าน Zara แสดงว่าตรงนั้นแหละเป็นดาวน์ทาวน์

                                ท่ามกลางภาวะความผันผวนและการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจโลกปัจจุบัน โดยเฉพาะในกลุ่มสิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป กลุ่ม Inditex จึงเริ่มหันเข้าไปลงทุนในกลุ่มธุรกิจอื่นบ้างแล้ว เช่นในกลุ่มพลังงาน และโรงแรม คาดกันว่าหากกลุ่มธุรกิจนี้ไม่ไปทำอะไรที่ผิดพลาดจนเกินไป ก็จะกลายเป็นกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่จะทำอะไรได้อีกมาก อย่างน้อยก็สำหรับระบบเศรษฐกิจของสเปน

                -     เจ. เค. โรว์ลิง (J.K. Rowling) ชื่อเต็ม : Joanne Kathleen Rowling โรว์ลิงเกิดในครอบครัวชาวอังกฤษในแถบชนบทแห่งหนึ่ง ในวันที่ 31 กรกฎาคม ค.ศ. 1965 ที่ Chipping Sudbury General Hospital

                            เธอเป็นคนที่หลงใหลในการเขียนนิยายแฟนตาซีมาตั้งแต่ยังเด็ก โดยเริ่มเขียนนิยายเรื่องแรกตั้งแต่อายุเพียงห้าหรือหกขวบเท่านั้น และมักชอบที่จะอ่านเรื่องที่เธอแต่งนี้ให้กับน้องสาวฟังเสมอ ๆ ชีวิตในช่วงวัยเด็กนี้อาจเรียกว่าไม่มีอะไรพิเศษมากมาย เพียงแค่ย้ายโรงเรียนไปมาตามครอบครัว แต่อาจได้รับอิทธิพลเพิ่มขึ้นในการอ่านและเขียนจากป้าของเธอ ซึ่งได้สอนเกี่ยวกับวรรณกรรมคลาสสิกให้ แต่จากการอ่านประวัติของเธอก็พบว่าเธอมีแนวโน้มชอบอยู่คนเดียว คิดอะไรคนเดียวมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัย และรู้สึกว่าตัวเองคิดแตกต่างจากเพื่อน ๆ ที่มักเป็นกลุ่มแนวคิดฝ่ายซ้าย เธอจึงแยกตัวอยู่คนเดียวเป็นส่วนใหญ่

                            เกี่ยวกับแฮร์รี่ พอตเตอร์  (Harry Potter) เธอได้ความคิดนี้ขณะนั่งรถไฟ ในปี ค.ศ. 1990 เธอตั้งชื่อ “แฮร์รี่” ตามชื่อเพื่อนของเธอในตอนเด็ก เรื่องราวของโรงเรียนพ่อมดที่จะกลายเป็น Harry Potter ในเวลาต่อมาก็ผุดขึ้นในสมองขณะที่นั่งอยู่ในรถไฟขบวนหนึ่ง “ฉันไม่รู้ว่ามันมาได้อย่างไร” เธอเริ่มลงมือเขียนแต่เรื่องราวยังไม่เสร็จ เธอก็ต้องย้ายไปอยู่โปรตุเกสเพื่อเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ และได้แต่งงานกับจอร์จ อารานเตส (Jorge Arantes) นักข่าวทีวีชาวโปรตุเกส และมีลูกด้วยกัน 1 คน แต่ภายในปีเดียว ทั้งคู่ก็แยกทางกันและเธอได้ย้ายไปอยู่กับน้องสาวที่สกอตแลนด์  เมื่อมีภาระต้องดูแลลูก 1 คน ในสภาพตกงานและต้องอยู่ด้วยเงินสวัสดิการของรัฐบวกกับเป็นคนค่อนข้างเก็บตัว โรว์ลิงจึงมีอาการของโรคซึมเศร้าอย่างเห็นได้ชัด ช่วงเวลาที่เขียน เธอมีเงินน้อยมาก และยังต้องใช้เงินไปกับการเลี้ยงลูกของเธอ (Jessica) ซึ่งในขณะนั้นมีอายุ 3 เดือน แต่อย่างไรก็ตาม เธอก็ยังมีแรงบันดาลใจในการเขียนวรรณกรรมเล่มแรกของเธอจนจบ โดยอาศัยเขียนในร้านกาแฟใกล้ ๆ กับแฟลตที่อาศัย ขณะที่ลูกสาวของเธอนอนหลับอยู่ในรถเข็นข้าง ๆ

                            ในปี ค.ศ. 1995 (5 ปีหลังจากเริ่มคิด) หนังสือเรื่อง Harry Potter ก็เสร็จในชื่อ “Harry Potter and Philosopher’s stone” โดยมีบริษัทนายหน้าจะติดต่อหาสำนักพิมพ์ให้หลังจากได้ลองอ่านไปสามบท และแม้ว่าจะส่งไปให้ทางสำนักพิมพ์พิจารณาถึง 12 แห่ง แต่ก็ถูกปฏิเสธทั้งหมด แต่โชคก็มาถึงเมื่อมีสำนักพิมพ์หนึ่งชื่อ Bloomsbury รับพิจารณาด้วยเหตุที่ลูกสาวของผู้บริหารที่มีหน้าที่พิจารณาต้นฉบับนั้นได้แอบอ่านด้วย และเธอตื่นเต้นจนอยากจะอ่านบทต่อ ๆ ไป ต้นฉบับแรกในอังกฤษนี้ได้พิมพ์เพียง 1,000 เล่ม และ 500 เล่มในนั้นได้ถูกซื้อเพื่อเก็บเข้าห้องสมุด และสำนักพิมพ์แนะนำให้เธอกลับไปทำงานประจำเพราะ “หนังสือเยาวชนไม่น่าจะทำเงินได้มากนัก” หากแต่ในขณะเดียวกัน ในงานประมูลลิขสิทธิ์หนังสือเพื่อตีพิมพ์ในอเมริกา โรว์ลิงกลับขายเรื่องได้และได้ค่าลิขสิทธิ์ถึง 105,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทำให้เธอตกใจมากที่ได้รับเงินก้อนโตอย่างไม่คาดคิดมาก่อน โดยลิขสิทธิ์ในอเมริกานี้จะเปลี่ยนชื่อหนังสือเป็น “Harry Potter and the Sorcerer’s stone” จากนั้นเมื่อมีโอกาสไปสู่ตลาดที่ใหญ่ขึ้นในอเมริกา กระแสหนังสือ Harry Potter ก็เริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ และได้รับรางวัลมากมาย โดยเล่มที่ 4 “Harry Potter and the Goblet of Fire” สามารถขายได้ (เฉพาะในอเมริกา) ถึง 3 ล้านเล่มหลังวางจำหน่ายเพียงสองวันแรกเท่านั้น และในเล่มสุดท้าย (เล่มที่ 7)  “Harry Potter and the Deathly Hollow” ก็สามารถขายได้ในอเมริกาและอังกฤษรวมกัน 11 ล้านเล่มในวันแรกเพียงวันเดียว Harry Potter จึงนับเป็นหนังสือชุดที่ทรงอิทธิพลต่อเด็กและเยาวชนรุ่นนี้มากที่สุด

                            ปัจจุบันหนังสือ Harry Potter ถูกพิมพ์ออกมาถึงภาคที่ 7 ซึ่งเป็นภาคสุดท้ายแล้วในชื่อตอนว่า “Harry Potter and the Deathly Hollows”

               -     ลีกา-ชิง (Li Ka-shing) หรือในชื่อภาษาจีนว่า ลีเจียเฉิง (李嘉诚)  เป็นคนรวยที่มีสินทรัพย์อยู่ถึง 26,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นคนจีนที่รวยอันดับ 1 ในบรรดาคนจีนทั่วโลก  เขาไม่ได้เกิดมารวยโดยกำเนิด ครอบครัวของเขาเป็นชาวซัวเถา หรือที่เรารู้จักกัน คือ คนแต้จิ๋ว ในวัยเด็ก เนื่องจากสมัยนั้นญี่ปุ่นเปิดฉากโจมตีประเทศจีนในสงครามมหาเอเชียบูรพาในปี ค.ศ. 1938 และทางใต้ของประเทศจีนเกิดความขัดสนและขาดแคลน เพื่อพยุงฐานะทางครอบครัว พ่อของเขาจึงหอบหิ้วเขามาหา     งานทำที่ฮ่องกง เช่นเดียวกับคนจีนหลาย ๆ คนที่อพยพมาอยู่ประเทศไทย ในวัยเด็กเขาจึงเรียนหนังสือได้แค่ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น  แต่ด้วยความใฝ่ฝันในการศึกษา เขาจึงหาหนังสือมาอ่านเอง จนกระทั่งครั้งหนึ่งเขาอ่านหนังสือภาษาอังกฤษให้พ่อเขาฟัง และบอกพ่อของเขาว่า “ภาษาอังกฤษไม่ยากเลย”             พ่อเขาถึงกับอึ้งและสลด เพราะรู้ว่าลูกชายใส่ใจในการศึกษา แต่ตัวเองไม่มีปัญญาส่งเสีย เขาเคยคิดใฝ่ฝันอยากเป็นหมอ เนื่องจากตอนอายุ 13 ปี ตอนที่พ่อเขาเกือบเสียชีวิตด้วยโรควัณโรค เขาพยายามหาตำราทางการแพทย์มาศึกษาเพื่อรักษาพ่อของเขา  ก่อนที่พ่อเขาจะจากไป แทนที่พ่อของเขาจะสั่งเสียเขากลับถามว่าเขามีอะไรจะบอกพ่อของเขา เขาบอกพ่อเขาว่า “ครอบครัวของเขาจะต้องมีชีวิตที่ดีตลอดกาลนาน” เขาเริ่มต้นการทำงานโดยเป็นพนักงานขายผลิตภัณฑ์จากพลาสติก จนเมื่อเขาอายุได้ 17 ปี เขาจึงเริ่มต้นธุรกิจของเขาโดยเป็นเจ้าของโรงงานพลาสติก ในปี ค.ศ. 1956 ในนามบริษัท Cheung Kong หลังจากที่ธุรกิจพลาสติกประสบความสำเร็จ ในปี 1967 เขามุ่งสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นที่ทำเงินให้เขาอย่างมหาศาล ในปี ค.ศ. 1977 บริษัท Real Estate ของเขาก็พิชิตบริษัท Real Estate อันดับ 1 ของฮ่องกงที่ชื่อว่า Hongkong Land ซึ่งเป็นบริษัทของคนอังกฤษได้สำเร็จ หลังจากนั้นเขาจึงมุ่งสู่ธุรกิจการบริหารท่าเรือ โดยในปี ค.ศ. 1984 เขาสามารถชนะประมูลการบริหารท่าเรือ Terminal 6 ซึ่งใหญ่ที่สุดในเกาะฮ่องกงเป็นผลสำเร็จ และยังมีท่าเรืออื่น ๆ ในเกาะฮ่องกงที่บริษัทของเขาบริหารอยู่แล้ว 3-4 แห่ง  

                                ปี ค.ศ. 1990 เขามุ่งสู่การลงทุนในต่างประเทศ ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เขาลงทุน take over  บริษัท Hutchison เพื่อเป็น Brand ใช้ต่อสู้กับบริษัทต่างประเทศ และตั้งชื่อเป็นบริษัท Hutchison Wonbao ที่ชาวฮ่องกงและชาวจีนรู้จักกันดี  

                                ปี ค.ศ. 1991 เขาชนะการประมูลซื้อท่าเรือ Felixstowe ในประเทศอังกฤษมาบริหาร Container Terminal และยังมีประเทศต่าง ๆ ในยุโรป ไม่ว่าเยอรมนีหรือฮอลแลนด์ชักชวนให้เขาไปลงทุนใน           การบริหารธุรกิจท่าเรือ  

                                ปี ค.ศ. 1994 เขาเข้าไปลงทุนธุรกิจน้ำมันในประเทศแคนาดา ในชื่อบริษัท Husky Oil เพื่อส่งขายให้กับตอนเหนือของสหรัฐอเมริกา ธุรกิจของเขาทำกำไรและส่งเสริมฐานะของเขามาจากการลงทุนในประเทศต่าง ๆ 24 กว่าประเทศ  เคล็ดลับที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ คือ การสะสมเงินในช่วงเศรษฐกิจขาขึ้น และลงทุนในช่วงเศรษฐกิจขาลงในช่วงที่ราบเรียบ มีปัจจัยสำคัญ 3 ข้อที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ คือ Timing Speed และ Good Deal ในช่วงที่เขาทำธุรกิจดอกไม้พลาสติกในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ มีพ่อค้าชาวอเมริกันได้รับการแนะนำจากพ่อค้าชาวฮ่องกงให้มาซื้อสินค้าจากบริษัทของเขา โดยรับรองความประพฤติของเขาที่มีความรับผิดชอบต่องานและซื่อสัตย์ พ่อค้าชาวอเมริกันได้สั่งของจากบริษัทเขา ซึ่งเวลาส่งจะบรรจุดอกไม้พลาสติกลงไป 100 ดอกต่อกล่อง แต่เขากลับให้ลูกน้องบรรจุเพิ่มเข้าไปอีก 1 ดอก เมื่อพ่อค้าชาวอเมริกันได้รับและตรวจสอบสินค้า เขาทำหนังสือแย้งมาว่า เขาใส่ดอกไม้เกินมา 1 ดอกทุกกล่องสินค้า ลีกาชิงทำจดหมายตอบไปว่า ที่เขาบรรจุดอกไม้เพิ่มเติมไปเพราะกลัวว่า ข้อหนึ่ง ลูกน้องของเขาอาจนับพลาด ข้อสอง กลัวว่าสินค้าจะเสียหายระหว่างการขนส่ง ดังนั้นเขาจึงส่งดอกไม้ไปให้อีก 1 ดอก เพื่อสำรองไว้ถ้าเกิดความเสียหาย พ่อค้าชาวอเมริกันเลยเป็นคู่ค้าของเขานับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา และสั่งสินค้าคราวหนึ่งครอบคลุมไปถึง 6 เดือน  

                                หลังจากเขาประสบความสำเร็จในธุรกิจ เขาไม่ลืมแผ่นดินบ้านเกิดเมืองนอนของเขาโดยเฉพาะเมืองซัวเถา หรือที่ภาษาจีนกลางเรียกว่า Shantou เขาเข้าไปพัฒนาเมืองนี้โดยการสร้างมหาวิทยาลัย และโรงพยาบาล Shantou เนื่องจากการใฝ่ใจในการศึกษาตั้งแต่เด็กและความที่สมัยเด็ก ๆ เขาอยากจะเป็นหมอ มีเรื่องกล่าวขานกันว่า ครึ่งหนึ่งของเงินบริจาคเมือง Shantou ในเบื้องต้นก่อนที่จะพัฒนามาถึงทุกวันนี้ได้มาจากเงินบริจาคของ ลีกาชิง

                -     โอปราห์ วินฟรีย์ (Oprah Winfrey) มีชื่อจริงว่า โอปราห์ เกล วินฟรีย์ (Oprah Gail Winfrey) เกิดเมื่อ 29 มกราคม ค.ศ. 1954 เป็นพิธีกรชื่อดังประเภททอล์คโชว์ รายการ “The Oprah Winfrey Show” ทอล์คโชว์ที่มีเรตติ้งการชมสูงที่สุดในประวัติศาสตร์รายการโทรทัศน์ และยังเป็นผู้หญิง         ชาวแอฟริกันอเมริกันที่รวยที่สุดในศตวรรษที่ 20  วินฟรีย์จบปริญญาตรีด้าน Speech Communications and Performing Arts จาก Tennessee State University

                                ปี ค.ศ. 1973 วินฟรีย์เริ่มเส้นทางอาชีพตั้งแต่เมื่ออายุ 19 ปี เรียนไฮสคูลในโลกของการกระจายเสียงที่สถานีวิทยุในแนชวิลล์ ที่สถานีวิทยุ WVOL โดยเป็นผู้ประกาศข่าวที่อายุน้อยที่สุดและเป็นผู้ประกาศข่าวหญิงผิวสีคนแรกในอเมริกา จากนั้นก็ประกาศข่าวในโทรทัศน์ WTVF-TV และย้ายไปอีก 2 สถานี ต่อมาเธอย้ายไปที่บัลติมอร์ไปเป็นผู้ประกาศข่าวร่วมในรายการข่าว 'Six O'Clock News' จากนั้น เป็นพิธีกรร่วมในรายการ 'People Are Talking' ต่อมาในปี ค.ศ. 1984 วินฟรีย์ย้ายมาปักหลักที่ชิคาโกที่ WLS-TV และเริ่มงานพิธีกรทอล์คโชว์ช่วงเช้า 'AM Chicago' หลังจากเธอเริ่มงานเพียง 1 เดือน รายการนี้กลายเป็นรายการที่มีเรตติ้งสูงอันดับหนึ่งในชิคาโก จากนั้นไม่ถึงปีทางสถานีได้ขยายเวลาออกอากาศเป็น 1 ชั่วโมง และเปลี่ยนชื่อรายการเป็น 'The Oprah Winfrey Show' และในปี ค.ศ. 1986 รายการของเธอได้ออกอากาศไปทั่วประเทศ และกลายมาเป็นรายการทอล์คโชว์ที่มีเรตติ้งสูงสุดในประวัติศาสตร์รายการโทรทัศน์ในสหรัฐฯ จนเธอตั้งบริษัทโปรดักชั่นของตัวเองได้ใน 2 ปีถัดมา และฮิตยืนยาวสองทศวรรษจนถึงปัจจุบันที่มีผู้ชมราว 48 ล้านคนต่อสัปดาห์ในสหรัฐอเมริกา บวกกับที่ออกอากาศในอีก 126 ประเทศทั่วโลก

                                ในปี ค.ศ. 1988 เธอลงทุนก่อตั้งสตูดิโอ Harpo ในชิคาโก ซึ่งงานนี้วินฟรีย์ถือเป็นผู้หญิงคนที่ 3 ในวงการบันเทิงที่มีสตูดิโอเป็นของตัวเอง โดยคนแรกคือ แมรี พิคฟอร์ด (Mary Pickford) และคนที่ 2 คือ ลูซิลล์ บอล (Lucille Ball)

                                ในปี ค.ศ. 1993 วินฟรีย์ได้สัมภาษณ์ไมเคิล แจ็คสัน (Michael Jackson) ซึ่งถือว่าเป็นปรากฏการณ์ทางโทรทัศน์ที่มีคนเฝ้าชมมากที่สุดเป็นอันดับ 4 คาดว่ามีคนชมถึง 100 ล้านคนในวันนั้น และอีกเรื่องที่สร้างปรากฏการณ์ในหน้าประวัติศาสตร์วงการโทรทัศน์คือ การแจกรถสปอร์ตหรูยี่ห้อ Pontiac รุ่น G6 มูลค่าคันละกว่าล้านบาท (ราคาในสหรัฐอเมริกาโดยประมาณโดยเทียบเป็นเงินบาทไทย) กับผู้เข้าร่วมรายการ 276 คน ได้รับคนละคัน เป็นการฉลองความสำเร็จในการจัดรายการก้าวขึ้นสู่ปีที่ 19

                                           ปี ค.ศ. 2000 วินฟรีย์ร่วมทุนกับ Hearst Magazines ออกนิตยสารชื่อ “O” ชื่อเต็มว่า “The Oprah Magazine” ที่ทุกวันนี้ติดอันดับบน ๆ ของนิตยสารไลฟ์สไตล์ผู้หญิงในสหรัฐฯ ด้วยยอดผู้อ่านราว 2.3 ล้านคนในแต่ละเดือน แล้วขยายมาออกฉบับนานาชาตินอกสหรัฐฯ “international edition” ในปี ค.ศ. 2002 ตามด้วยการแตกแขนงในปี ค.ศ. 2004 เป็น “O at Home” นิตยสารแต่งบ้านที่วางแผงทุก 4 เดือน สตูดิโอ Harpo ของวินฟรีย์ยังผลิตภาพยนตร์ภายใต้ชื่อ “Oprah Winfrey Present” ซึ่งเป็นโครงการภาพยนตร์โทรทัศน์ที่สร้างมาจากหนังสือวรรณกรรมที่มีชื่อเสียง เช่น Tuesday with Morrie ของ มิตช์ อัลบอม (Mitch Albom) เป็นต้น เพื่อออกอากาศในสถานี ABC เธอไม่เป็นเพียงแค่ผู้ผลิตเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้แสดงอีกด้วย ในปี ค.ศ. 1985 วินฟรีย์รับบท 'Sofia' ในภาพยนตร์เรื่อง 'The Color Purple' ภาพยนตร์รางวัลออสการ์ของสปีลเบิร์ก ซึ่งเป็นเรื่องแรกของเธอ เรื่อง “Beloved” ภาพยนตร์ที่สร้างจากนิยายรางวัลพูลิตเซอร์ ของโทนี มอริสัน (Toni Morrison) เป็นต้น

                                ล่าสุดนิตยสารฟอร์บส์เปิดเผยข้อมูลว่า วินฟรีย์คือสตรีผู้ร่ำรวยที่สุดในวงการบันเทิง ด้วยสินทรัพย์ประมาณ 2,500 ล้านดอลลาร์ ทิ้งห่างอันดับ 2 'เจ. เค. โรว์ลิง' นักเขียนชาวอังกฤษเจ้าของวรรณกรรมเยาวชนขายดี 'Harry Potter' ที่มีสินทรัพย์ประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์ และอันดับ 3 คือ 'มาร์ธา สจ๊วต' นักธุรกิจหญิงชาวอเมริกัน ซึ่งมีสินทรัพย์ประมาณ 600 ล้านดอลลาร์ ทางด้าน การกุศลวินฟรีย์ก่อตั้ง “The Oprah Winfrey Foundation” เน้นด้านการศึกษาและบทบาทของผู้หญิง 10 ปีให้หลัง เธอจัดตั้งเครือข่าย “Oprah’s Angel Network” เพื่อช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมไปทั่วโลก วินฟรีย์เชื่อว่าการศึกษาคือประตูสู่อิสรภาพ เธอมอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนนักศึกษาที่ขาดแคลนทั้งในและนอกสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่องมาหลายสิบปี                        

                บทเรียนย่อยที่ 2 

                -

 

                บทเรียนย่อยที่ 3

                -                                                   

                บทเรียนย่อยที่ 4  (กิจกรรม Reading)

                -     เดอะ บีตเทิลส์ (The Beatles) หรือวงสี่เต่าทอง เป็นวงร็อกแอนด์โรลจากเมืองลิเวอร์พูลในยุค 1960 เป็นหนึ่งในกลุ่มนักดนตรีที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดและมีบทบาทอันโดดเด่นอย่างมากในประวัติศาสตร์ดนตรีป๊อป สมาชิกของวงนับจากปี ค.ศ. 1962 ประกอบด้วย จอห์น เลนนอน           (John Lennon - ริทึมกีตาร์, ร้องนำ), พอล แม็คคาร์ตนีย์ (Paul McCartney - เบสกีตาร์, ร้องนำ),  จอร์จ แฮร์ริสัน (George Harrison - ลีดกีตาร์, ร้องนำ) และริงโก สตารร์ (Ringo Starr - กลอง, ร้องนำ) แม้ในตอนเริ่มต้นแนวดนตรีจะเป็นแบบสกิฟเฟิลและร็อกแอนด์โรล แต่ในเวลาต่อมา       แนวเพลงก็เพิ่มความหลากหลาย นับแต่โฟล์คร็อกไปจนถึงไซเคเดลิคป๊อป บางครั้งก็ผสมแนวดนตรีคลาสสิกหรือเครื่องดนตรีแบบอื่น ๆ ที่แปลกแหวกแนว เดอะ บีตเทิลส์ได้รับความนิยมอย่างสูงสุดในช่วงปี  ค.ศ. 1963-1969 เป็นวงที่ถือสถิติเพลงอันดับ 1 มากที่สุดทั้งในอังกฤษและอเมริกา  (ในอังกฤษ 17 ซิงเกิล ในอเมริกา 20 ซิงเกิล) ส่วนอัลบั้ม วงเดอะ บีตเทิลส์ถือเป็นวงดนตรีที่ขายดีที่สุดในโลก คือขายไปมากกว่า 480,000,000 ชุดแล้ว ราว 166 ล้าน เป็นยอดขายเฉพาะในอเมริกา ในยุคต้นของพวกเขา มีเพลงดังอย่าง She Loves You, Twist and Shout, I Want to Hold Your Hand, Please Please Me ในยุคที่ 2 ในชุด Help, Rubber Soul หรือ Revolver และผลงานอยู่ในช่วงพีคสุดอย่าง Sgt. Pepper’s Lonely Hearts Club Band, Magical Mystery Tour และ White Album ก่อนที่จะจบลงด้วย 2 อัลบั้มสุดท้ายอย่าง Let It Be และ Abbey Road บุคคลที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ เป็นเหมือนจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายหรือสารเคมีที่ทำให้ผลงานอันยอดเยี่ยมที่กล่าวมานี้สมบูรณ์แบบเป็นอมตะ ต้องยกให้กับโปรดิวเซอร์ของวงอย่าง จอร์จ มาร์ติน (George Martin) ผู้ที่อยู่เคียงข้างเหล่าสี่เต่าทองตั้งแต่เริ่มเรียนรู้วิธีการเขียนเพลงและการทำงานในห้องบันทึกเสียง จนสมาชิกในวงกลายเป็นนักแต่งเพลงผู้ยิ่งใหญ่ของโลกกันหมด

 


NSSC-KM © 2017

Generated 0.017667 sec.