nattharika


หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 โคลงโลกนิติ
๏ ผลเดื่อเมื่อสุกไซร้         มีพรรณ
ภายนอกแดงดูฉัน            ชาดบ้าย
ภายในย่อมแมลงวัน          หนอนบ่อน
ดุจดังคนใจร้าย               นอกนั้นดูงาม๚ะ๛
    การคบการคบคนอย่ามองเพียงความงดงามภายนอก ตรงกับสำนวนรู้หน้าไม่รู้ใจ หรือ ข้างนอกสุกใสข้างในเป็นโพรง
๏ นาคีมีพิษเพี้ยง         สุริโย
เลื้อยบ่ทำเดโช           แช่มช้า
พิษน้อยหยิ่งโยโส        แมลงป่อง
ชูแต่หางเองอ้า           อวดอ้างฤทธี๚ะ๛
     ผู้มีความรู้ ความสามารถย่อมไม่อวดตนหรือคุยโม พฤติกรรมของนาคีตรงกับ้ ตรงกับสำนวนคมในฝัก
๏ ความรู้ผู้ปราชญ์นั้น             นักเรียน
ฝนทั่งเท่าเข็มเพียร                ผ่ายหน้า
คนเกียจเกลียดหน่ายเวียน        วนจิต
กลอุทกในตระกร้า                 เปี่ยมล้นฤามี๚ะ๛
    คนที่มีความหยันหมั่นเพียรแม้ทำกิจการใดที่ยากก็ย่อมสำเร็จ(ทั่งคือแท่งเหล็ก) แต่คนเกียจคร้านทำสิ่งใดไม่สำเร็จเหมือนกับการตักน้ำในตะกร้า (อุทก=น้ำ) พฤติกรรมของปราชญ์ตรงกับสำนวนหนักเอาเบาสู้
๏ ห้ามเพลิงไว้อย่าให้    มีควัน
ห้ามสุริยแสงจันทร์       ส่องไซร้
ห้ามอายุให้หัน            คืนเล่า
ห้ามดังนี้ไว้ได้            จึ่งห้ามนินทา๚ะ๛
     การห้ามธรรมชาติทั้ง ๔ ประการไม่ให้ดำเนินไปว่าเป็นสิ่งที่ยากแล้วการห้ามไม่ให้คนนินทายังยากกว่า ตรงกับสำนวนอันนินทากาเลเหมือนเทน้ำ ไม่ชอกช้ำเหมือนเอามีดมากรีดหินแม้องพระปฏิมายังราคิน มนุษย์เดินดินหรือจะสิ้นคนนินทา
๏ รู้น้อยว่ามากรู้    เริงใจ
กลกบเกิดอยู่ใน    สระจ้อย
ไป่เห็นชเลไกล    กลางสมุทร
ชมว่าน้ำบ่อน้อย    มากล้ำลึกเหลือ๚ะ๛
    คนที่อยู่ในโลกหรือสังคมที่แคบย่อมคิดว่าสิ่งที่ตนพบเห็นนั้นยิ่งใหญ่แล้วตรงกับสำนวน กบในกะลา อึ่งอ่างในกะลา หิ่งห้อยในกะลา
๏ เสียสินสงวนศักดิ์ไว้    วงศ์หงส์
เสียศักดิ์สู้ประสงค์        สิ่งรู้
เสียรู้เร่งดำรง              ความสัตย์ ไว้นา
เสียสัตย์อย่าเสียสู้        ชีพม้วยมรณา๚ะ๛ 
     การรักษาความสัตย์สำคัญเหนือสิ่งใด ตรงกับสำนวนเสียชีพอย่าเสียสัตย์
๏ น้ำเคี้ยวยูงว่าเงี้ยว       ยูงตาม
ทรายเหลือบหางยูงงาม   ว่าหญ้า
ตาทรายยิ่งนิลวาน         พรายเพริศ
ลิงว่าหวัวหวังหว้า         หว่าดิ้นโดดตาม๚ะ๛
     การหลงเชื่อในสิ่งที่ผิด หรือการหลงผิด โดยขาดการไตร่ตรอง อาจจนำมาซึ่งอันตรายถึงชีวิต เช่นนกยูงมองจากที่สูงเห็นสายน้ำที่คดเคี้ยวไกล ๆว่าเป็นงู กระโดดลงไปตาย เนื้อทรายมองแพหางนกยูงเป็นหญ้าก็กระโดด
หมายจะกิน ก็ตายตามไป ขณะเดียวกันลิงเห็นตาทรายที่โผล่พ้นน้ำเป็นลูกหว้าก็กระโดดหมายจะกินอีก ต่างตายตามไปด้วย ตรงกับสำนวนเห็นผิดเป็นชอบ
๏ พระสมุทรสุดลึกล้น    คณนา
สายดิ่งทิ้งทอดมา        หยั่งได้
เขาสูงอาจวัดวา          กำหนด
จิตมนุษย์นี้ไซร้           ยากแท้หยั่งถึง๚ะ๛
    ความลึก ความสูง ขนาดของสิ่งใดที่ยิ่งใหญ่มนุษย์สามารถวัดได้แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่อาจสามารถวัดได้คือจิตใจของคน กวีสอนให้ระวังในการเชื่อหรือคบคน ตรงกับสำนวนรู้หน้าไม่รู้ใจ
๏ รักกันอยู่ขอบฟ้า        เขาเขียว
เสมออยู่หอแห่งเดียว     ร่วมห้อง
ชังกันบ่แลเหลียว         ตาต่อ กันนา
เหมือนขอบฟ้ามาป้อง    ป่าไม้มาบัง๚ะ๛
    กวีสอนให้คนรักกัน เพราะหากอยู่ใกล้ชิดในสังคมเดียวกันมาโกรธหรือขุ่นเคืองกัน ย่อมสร้างอึดอัดให้ทั้งสองฝ่าย
๏ เจ็ดวันเว้นดีดซ้อม    ดนตรี
อักขระห้าวันหนี         เนิ่นช้า
สามวันจากนารี          เป็นอื่น
วันหนึ่งเว้นล้างหน้า     อับเศร้าศรีหมอง๚ะ๛
     โคลงบทนี้สอนให้เป็นผู้เอาใจใส่ปฏิบัติต่อกิจที่ทำอยู่เป็นนิจ เพื่อผลประโยชน์แก่ตน
๏ ใครจักผูกโลกแม้     รัดรึง
เหล็กเท่าลำตาลตรึง    ไป่หมั้น
มนตร์ยาผูกนานหึง      หายเสื่อม
ผูกเพื่อไมตรีนั้น         แน่นเท้าวันตาย๚ะ๛
    ไม่มีเสน่หาหรือมนตร์ใดที่จะผูกมัดคนให้คงมั่นต่อกันเท่าไมตรี ความเอื้ออาทรที่ดีต่อกัน
๏ ความรู้ดูยิ่งล้ำ        สินทรัพย์
คิดค่าควรเมืองนับ      ยิ่งไซร้
เพราะเหตุจักอยู่กับ    กายอาต มานา
โจรจักเบียนบ่ได้       เร่งรู้เรียนเอา๚ะ๛
      ความรู้มีความสำคัญที่สุด เพราะไม่มีใครสามารถมาเบียดเบียนไปได้
๏ สนิมเหล็กเกิดแต่เนื้อ    ในตน
กินกัดเนื้อเหล็กจน         กร่อนขร้ำ
บาปเกิดแก่ตนคน          เป็นบาป
บาปย่อมทำโทษซ้ำ       ใส่ผู้บาปเอง๚ะ๛
     ทุกสิ่งย่อมมีสาเหตุที่มา หากเราคิดร้าย โกรธขึ้ง ผลจะส่งให้เรานั่นแหละไม่สบายใจ เหมือนสนิมเหล็กที่กัดกร่อนตัวเอง
๏ ก้านบัวบอกลึกตื้น        ชลธาร
มารยาทส่อสันดาน          ชาติเชื้อ
โฉดฉลาดเพราะคำขาน    ควรทราบ
หย่อมหญ้าเหี่ยวแห้งเรื้อ    บอกร้ายแสลงดิน๚ะ๛
      ความยาวของก้านบัวสามารถบอกความลึกตื้นของแหล่งน้ำที่มันอยู่ได้ มารยาทบอกให้ทราบถึงความเป็นไปของชาติตระกูลคำพูดของคนสามารถแสดงให้เห็นว่าบุคคลนั้น ฉลาด เขลา ชั่ว หรือเลว เหมือนกับที่หญ้าเหี่ยวแห้งบอก
ถึงความไม่สมบูรณ์ของดิน ตามตรงกับสำนวนสำเนียงส่อภาษา กริยาส่อสกุล
๏ ถึงจนทนสู้กัด            กินเกลือ
อย่าเที่ยวแล่เนื้อเถือ       พวกพ้อง
อดอยากเยี่ยงอย่างเสือ    สงวนศักดิ์
โซก็เสาะใส่ท้อง           จับเนื้อกินเอง๚ะ๛
      โคลงบทนี้กวีสอนให้คนหยิ่งในศักดิ์ศรีไม่เบียดเบียนผู้อื่นเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ให้ตนเอง เหมือนเสือที่ล่าเหยื่อเองเป็นอาหาร ตรงกับสำนวนอดเยี่ยงเสือ
๏ โคควายวายชีพได้    เขาหนัง
เป็นสิ่งเป็นอันยัง         อยู่ไซร้
คนเด็ดดับสูญสัง         ขารร่าง
เป็นชื่อเป็นเสียงได้      แต่ร้ายกับดี๚ะ๛
      สัตว์อย่างวัวหรือควายเมื่อตายไปแล้วยังทิ้งเขา กระดูกหนังไว้ให้ทำประโยชน์ได้ ส่วนคนสิ่งที่จะทิ้งไว้เบื้องหลังความตายให้คนกล่าวถึงก็คือ ความดีหรือความชั่วเท่านั้น
๏ เพื่อนกิน สิ้นทรัพย์แล้ว    แหนงหนี
หาง่าย หลายหมื่นมี          มากได้
เพื่อนตาย ถ่ายแทนชี-       วาอาตม์
หากยาก ฝากผีไข้            ยากแท้จักหา๚ะ๛
      โคลงบทนี้กวีเตือนสติการคบเพื่อน ให้รู้จักระมัดระวัง อย่าประมาทเพราะเพื่อนในคราที่มีความสุขนั้นหาง่ายมาก แต่เพื่อนที่ไปมาหาสู๋ในครามีทุกข์นั้นหายากยิ่ง ตรงกับสำนวนเพื่อนกินหาง่ายเพื่อนตายหายาก
๏ อ่อนหวานมานมิตรล้น    เหลือหลาย
หยาบบ่มีเกลอกราย         เกลื่อนใกล้
ดุจดวงศศิฉาย               ดาวดาษ ประดับนา
สุริยส่องดาราไร้             เมื่อร้อนแรงแสง๚ะ๛
      คนที่พูดจาอ่อนหวานย่อมมีเพื่อนชอบคบค้าสมาคม เหมือนกับ ดวงจันทร์ (ศศิ)ที่ส่องแสงนวลเย็นต่างมีดาวมารายรอบ ส่วนคนพูดจากระด้างหยาบคาย ย่อมไม่มีใครคบค้าสมาคมเหมือนความร้อนแรงของดวงอาทิตย์ที่ทำให้ดวงดาวลับหาย

NSSC-KM © 2017

Generated 0.024360 sec.