somjintana


สาระการเรียนรู้ หน่วยที่ ๓ สุนทรียภาพเชื่อมสายใยไทย - อาเซียน (ดนตรี)
หน่วยการเรียนรู้ที่ ๓  สุนทรียภาพ เชื่อมสายใย ไทย – อาเซียน
รหัสวิชา  ท๓๐๒๐๕          รายวิชาภาษากับวัฒนธรรม 
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖
..................................................................
สาระการเรียนรู้    เรื่อง    การใช้ภาษาที่สัมพันธ์กับศิลปกรรมไทย 
สาขาดนตรีไทย

 

๑.ความหมายของดนตรีไทย

        ดนตรีไทย   เป็นดนตรีที่มีแบบฉบับของตนเอง  มีความประณีต 
ไพเราะ  เยือกเย็น เป็นศิลปะคู่บ้านคู่เมือง  มีอิสรภาพในการบรรเลง ไม่มีตัวโน้ต  (ปัจจุบัน  มีการเขียนตัวโน้ตขึ้น  เพื่อใช้บรรเลงร่วมกับดนตรีสากลได้) นอกจากบรรเลงเพื่อฟังเล่น   และบรรเลงคู่กับการขับร้อง การฟ้อนรำแล้วยังใช้บรรเลงในงานพิธีต่าง ๆ  อีกด้วย  เช่น  งานบวชนาค  แต่งงาน  เทศน์มหาชาติ  เป็นต้น              
เครื่องดนตรีไทยมีครบทั้งเครื่อง ดีด  สี  ตี  เป่า  เมื่อรวมกันเป็นวงแล้ว  จัดแบ่งได้เป็น  ๓  ประเภทใหญ่ ๆ คือ

            ๑.วงปี่พาทย์   ประกอบด้วยเครื่องดนตรี  ๗  ชนิด  คือ  ปี่  ฆ้อง  ระนาดเอก  ระนาดทุ้ม   กลองหรือตะโพน  ฉิ่งและฉาบ  ใช้บรรเลงในงานพิธี
ต่าง ๆ  เช่น  งานขึ้นบ้านใหม่ โกนจุก ทำบุญวันเกิด  เลี้ยงพระ 
งานมหรสพ
ต่าง ๆ และงานศพ

            ๒.วงเครื่องสาย  ประกอบด้วยเครื่องดนตรี  ๘  ชนิด  ได้แก่  ขลุ่ย 
ซอด้วง ซอสามสาย  จะเข้  โทน  รำมะนา  และฉิ่ง ใช้บรรเลงในงานต่าง ๆ 
เช่น  งานทำบุญบ้าน   ทำบุญวันเกิด  ซึ่งมีสถานที่และบริเวณไม่กว้างนัก
เพราะเครื่องสายมีขึ้นเสียงเบากว่าปี่พาทย์มาก

            ๓.วงมโหรี  ประกอบด้วยเครื่องดนตรีวงปี่พาทย์และวงเครื่องสาย
รวมกันใช้เครื่องดนตรีทุกชนิด 
มีคนร้องประจำวงได้ตามต้องการ ใช้ในงานต่าง ๆ  เช่น  แต่งงาน  ขึ้นบ้านใหม่  ทำบุญอายุ  และการเลี้ยงรับรองต่าง ๆ  
เครื่องดนตรีของไทยนั้น  ยังแตกต่างกันออกไปตามท้องถิ่นต่าง ๆ  เช่น

            ภาคเหนือ   ได้แก่    ปี่จุม   พิณเพียะ   ซึง     สะล้อ   ซอ   เป็นต้น

            ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ   ได้แก่    แคน  โปงลาง  เป็นต้น

เพลงไทย      เพลงไทยแบ่งออกเป็น   ๓  พวก   ได้แก่

๑.เพลงสำหรับดนตรีล้วน ๆ  คือ  เพลงประโคมในพิธีต่าง ๆ  เพลงสำหรับโหมโรง   และเพลงหน้าพาทย์

๒.เพลงสำหรับขับร้อง  คือ  เพลงซึ่งร้องแล้วรับด้วยเครื่องดนตรี  เรียกว่า  
ร้องส่งดนตรี เช่น เพลงประกอบขับเสภา  เรียกว่า ร้องส่งเสภา  เป็นต้น

๓.เพลงสำหรับประกอบการรำ  คือ  ร้องให้ผู้รำตีบทต่าง  ๆ  ไปตามเนื้อร้อง  
ให้ตัวละครแสดงกิริยาหรืออารมณ์ต่าง ๆ  ให้เหมาะสมกับบทบาท   
เพลงไทย
มีท่วงทำนองลีลาที่สามารถให้อารมณ์ความรู้สึกได้ดี   และแตกต่างกันออกไป  เช่น  บางเพลงมีจังหวะช้า  ทำนองเยือกเย็น   ฟังแล้ววาบหวิวโหยหวน และเศร้า  เช่น  เพลงช้าโหย  เพลงกบเต้น  ฯลฯ  บางเพลง
มีท่วงทำนองอ่อนหวาน  เช่น  เพลงลิ้นลากระทุ่ม  เพลงโลม ฯลฯ   และบางเพลงมีจังหวะเร่งเร้าฮึกเหิม เช่น   เพลงเชิด


บทเพลงจากดนตรีไทย

     เพลงที่ใช้ขับร้องกับดนตรีไทย  ส่วนใหญ่จะเอาเนื้อร้องมาจากวรรณคดี 
เช่น  จากบทละครเรื่อง อิเหนา เสภาขุนช้างขุนแผน พระอภัยมณี เงาะป่า ฯลฯ เนื้อเพลงเหล่านี้นักร้องจะนำมาร้องกับวงมโหรี โดยใช้ทำนองต่าง ๆ
ของเพลงไทย ตัวอย่าง ชื่อทำนองเพลง  เช่น   เพลงทำนองเยือกเย็น  เศร้า  ได้แก่  เพลงทยอย 
เพลงธรณีร้องไห้   เพลงแขกลพบุรี   เพลงกบเต้น  ฯลฯ   เพลงทำนองเร็ว  แสดงความโกรธ  ได้แก่  เพลงทะเลบ้า   เพลงลิงโลด  
เพลงนาคราช  ฯลฯ

เพลงไทยในวรรณคดี

    ตัวอย่าง   เพลงไทยจากเรื่องเสภาขุนช้างขุนแผน   ตอน ขุนแผนเข้าห้อง
นางแก้วกิริยา   ร้องในทำนองสุดสงวนเถา  เป็นบทร้องที่เข้ากับทำนองเพลง
อย่างวิเศษสุดเพลงหนึ่ง ท่อนแรกใช้จังหวะช้า  สามชั้น  ท่อนที่สอง จังหวะ
สองชั้น ท่อนสุดท้ายเป็นเพลงชั้นเดียวจังหวะเร็ว  สนุกสนานมาก  ให้ภาพพจน์
ดีเยี่ยม

๒.ลักษณะเด่นอันแสดงเอกลักษณ์ของศิลปกรรมไทย  สาขาดนตรี

     มีความอ่อนหวานละมุนละไม    มีแบบฉบับของตนเอง   มีความประณีต  ไพเราะ  เยือกเย็น  เป็นศิลปะคู่บ้านคู่เมือง

๓.ศัพท์เฉพาะทางดนตรี

      ๑.เพลงเถา  หมายถึง  เพลงที่ร้องติดต่อกันสามจังหวะ  คือ ๓ ชั้น ๒ ชั้น  และชั้นเดียว  เปลี่ยนจังหวะเร็วช้าในเพลงเดียวกัน

      ๒.เพลงตับ   หมายถึง  เพลงชุดที่ร้องติดต่อกันหลายเพลง  มีลักษณะ
เป็นเรื่องราว  ตัดจากวรรณคดี
ต่าง ๆ  เช่น  ตับนางลอย

      ๓.เพลงลา       หมายถึง   เพลงที่ใช้ร้องฝากอาลัยแก่ผู้ฟัง

      ๔.เพลงภาษา    หมายถึง   เพลงที่ออกสำเนียงต่างชาติ  เช่น 
เพลงแขกลพบุรี    ลาวดำเนินทราย  
ลาวแพน  จีนเข็มเล็ก  มอญร้องไห้ 
พม่าอาโก  ฯลฯ

      ๕.เพลงสามชั้น  สองชั้น  และชั้นเดียว   หมายถึง   บอกความเร็วช้า
ของจังหวะเพลง   สามชั้นเป็นจังหวะช้า   สองชั้นเป็นเพลงจังหวะปานกลาง 
และชั้นเดียวเป็นเพลงจังหวะเร็ว

      ๖.เพลงโหมโรง  หมายถึง  เพลงบรรเลงล้วน  ใช้เริ่มต้นแสดง

      ๗.เพลงหน้าพาทย์  หมายถึง  เพลงบรรเลงที่ใช้ประกอบอากัปกิริยา  อารมณ์   และการเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ ของตัวละครในทางนาฏศิลป์  เช่น 

ประกอบอารมณ์เศร้า    ใช้เพลงโอด  เพลงทยอย

ประกอบกิริยาไปมา      ใช้เพลงเสมอ  เพลงเชิด  เพลงพระยาเดิน  เพลงเหาะ

ประกอบการยกพล       ใช้เพลงกราวนอก  กราวใน  กราวกลาง

ประกอบการต่อสู้         ใช้เพลงเชิดฉิ่ง  เชิดกลอง   เชิดนอก

๔.สำนวนไทยที่เกิดจากดนตรีไทย

            ๑.ฆ้องปากแตก      หมายถึง    พูดมาก

            ๒.ตามเพลง          หมายถึง    ตามแต่  หรือ สุดแล้วแต่

 ๕.คุณค่าของศิลปกรรมไทยสาขาดนตรี

            ๑.คุณค่าที่ก่อให้เกิดความปีติเกิดความชื่นชมแก่มนุษย์

            ๒.คุณค่าด้านคุณธรรม

            ๓.คุณค่าด้านแสดงชีวิต  ความเป็นอยู่    สภาพสังคม  และความรู้สึกนึกคิด   ลักษณะเด่นอันแสดงเอกลักษณ์ของศิลปกรรมไทย   ได้สะท้อนให้เห็นชีวิต  ความเป็นอยู่  สภาพสังคมและความรู้สึกนึกคิดของคนไทยได้หลายประการ  เช่น 

             ๑.เป็นสังคมที่ยึดมั่นในพระพุทธศาสนาอย่างแน่นแฟ้น 

             ๒.เป็นสังคมที่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ

             ๓.เน้นความสงบเสงี่ยม  ความน้อมน้อมถ่อมตน  ความมีระเบียบ
                แบบแผน

             ๔.เป็นสังคมที่ยอมรับผู้อาวุโส  ยอมรับและยกย่องฝีมือของครู

             ๕.ผู้คนในสังคมมีอารมณ์อ่อนไว ละเอียดอ่อน  แสดงอารมณ์ต่าง ๆ
                ออกมาอย่างกลั่นกรองประณีต

 

 


NSSC-KM © 2017

Generated 0.015583 sec.